การนำเสนอรายงานการศึกษา "กิจกรรมศิลปะระดับปฐมวัย"

 

1.ทฤษฎีพัฒนาการกิจกรรมศิลปะเด็ก

 ทฤษฎีพัฒนาการที่เกี่ยวกับการจัดกิจกรรมศิลปะสำหรับเด็กปฐมวัย

สมาชิกกลุ่ม

1. นางสาวพรรณภา   ประเสริฐศรี    รหัส 63121860110

2. นางสาววันดี    เหนียวจันทึก        รหัส 63121860115

3. นางสาวภัคจิรา   กออย่ากลาง       รหัส 63121860123

4. นางสาวอารียา   ฝอยจันทร์          รหัส 63121860129

5. นางสาวอาทิตยา   ศิริสุข              รหัส 63121860201

6. นางสาวสมัชญา   มาดี                 รหัส 63121860202

7. นางสาวสุวิมล   ศรีชำนิ                รหัส 63121860210

8. นางสาวธิดารัตน์   ช่างรัมย์           รหัส 63121860213

 ทฤษฎีพัฒนาการที่เกี่ยวกับการจัดกิจกรรมศิลปะสำหรับเด็กปฐมวัย 

สารบัญ

1.ทฤษฎีการแสดงออกทางศิลปะของเด็กปฐมวัย

2.ทฤษฎีเมือนจริง

   2.1 ศิลปะแบบเสมือนจริงในสังคม

   2.2 ทฤษฎีเหมือนจริงทางศิลปะศึกษา

   2.3 ศิลปะเด็กแบบเสมือนจริง

3.ทฤษฎีปัญญา

4.ทฤษฎีการรับรู้ทางศิลปศึกษา

5.ทฤษฎีความรู้สึกและการเห็น

6.ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับความคิดสร้างสรรค์

7.ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับศิลปะ

1.ทฤษฎีการแสดงออกทางศิลปะของเด็กปฐมวัย

        การแสดงออกด้านศิลปะของเด็กโดย นักศิลปศึกษา ได้กล่าวถึงทฤษฎีทางศิลปะของเด็ก และแบ่งออกเป็น 4 ทฤษฎี การสอนศิลปะเพื่อการพัฒนาเด็กในทุกด้านนั้นต้องคำนึงถึงองค์ประกอบหลายอย่างที่จะช่วยในการพัฒนาและเกื้อหนุนกันทั้งรูปแบบการสอนพัฒนาการตามวัย และทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับศิลปะองค์ประกอบต่าง ๆ ที่จะทำให้ครูทราบหลักการนำไปใช้อย่างแท้จริงซึ่งการศึกษาให้เข้าใจถึงทฤษฎีด้านศิลปะเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เข้าใจถึงการรับรู้และการแสดงออกด้านศิลปะของเด็ก

2. ทฤษฎีเสมือนจริง

        ทฤษฎีเสมือนจริง (Naive Realism) ความเปลี่ยนแปลงก้าวหน้าของศิลปะในสังคม ศิลปินเป็นผู้สร้างสรรค์ให้เปลี่ยนแปลงไปอย่างกว้างไกล และตลอดเวลาศิลปะเหล่านั้นมักจะมีช่องว่างกับประชาชนเสมอ ศิลปินมุ่งพัฒนาคุณภาพของศิลปะโดยยึดถือการสร้างสรรค์ที่แปลกใหม่เฉพาะตัวเป็นหลักทำให้ศิลปะถูกเปลี่ยนรูปแบบและเนื้อหาไปเรื่อย ๆ เปลี่ยนไปตามความคิดของแต่ละสถาบันศิลปะ แต่ละกลุ่มและศิลปินแต่ละคนเมื่อการเปลี่ยนแปลงทางศิลปะเป็นไปตลอดเวลา จึงทำให้เกิดช่องว่างทางด้านการรับรู้ขึ้นอย่างไรก็ตามการก้าวไปข้างหน้าของศิลปะก็ช่วยให้เกิดการประยุกต์ใช้อย่างกว้างขวางด้วย เช่น ประยุกต์ไปสู่งานออกแบบศิลปะโฆษณา ศิลปะตกแต่งสีสันในศิลปะการแต่งกาย เป็นต้น ซึ่งก็อาจจะคล้ายกับความก้าวหน้าทางวิทยาการด้านอื่นๆ เช่น การศึกษาค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ที่ก้าวล้ำหน้าจะตามมาด้วยการประยุกต์วิทยาศาสตร์ไปใช้ในชีวิตประจำวันเป็นต้น 

        นอกเหนือจากศิลปะของศิลปินในสังคมจะได้รับการประยุกต์ไปใช้ในชีวิตประจำวัน แล้วยังมีผลกระทบไปสู่การเรียนการสอนศิลปศึกษาในโรงเรียนอีกด้วยเมื่อศิลปะในสังคมก้าวหน้าไปทางใดแนวโน้มที่ตามมาก็คือ ศิลปะในโรงเรียน มักจะมีแนวโน้มไปในทางนั้นด้วยเช่นเมื่อศิลปินพัฒนาศิลปะไปสู่ภาพปะติด (collage) ต่อมาภาพปะติดก็ได้รับการประยุกต์ให้ง่าย เพื่อนำไปใช้ฝึกปฏิบัติในโรงเรียนด้วย

         2.1 ศิลปะแบบเหมือนจริงในสังคม 

         ศิลปะแบบเสมือนจริงทางตะวันตกเห็นผลชัดเจนตั้งแต่ครั้งอารยธรรมกรีกโบราณและโรมัน ซึ่งเป็นต้นฉบับอารยธรรมตะวันตกต่อมา เมื่อศิลปะทำหน้าที่สนับสนุนคริสต์ศาสนา ศิลปะแบบ เสมือนจริงก็ทำหน้าที่อย่างต่อเนื่องตลอดมา เมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่19 ศิลปินในยุโรป ได้ร่วมกันเสนอทัศนะและรูปแบบทางศิลปะโดยเน้นความเหมือนจริงหรือสัจจะ2 ด้านคือ ห้างด้านรูปแบบที่ เลียนแบบวัตถุสิ่งแวดล้อมให้เหมือนจริงและทางด้านเนื้อหาที่แสดงสัจจะเหตุการณ์ในสังคม เช่น สภาพความยากจน แรงงาน และชีวิตในสังคมเป็นต้น จนกระทั่งศิลปะของศิลปินกลุ่มนี้ได้ชื่อว่า กลุ่มสัจนิยม (Realism) และนั่นก็ดูเหมือนว่าเนื้อหาสาระของศิลปะกลุ่มนี้ได้ก้าวเข้ามาสู่ศิลปะสมัยใหม่อย่างแท้จริงที่เดียวต่อจากนั้นแม้ศิลปะทางตะวันตกจะพัฒนาไปสู่รูปแบบและเนื้อหาที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นอันมากแต่รูปแบบเหมือนจริงหรือการเรียนแบบวัตถุสิ่งแวดล้อมก็ยังคงมีบทบาทต่อมาเรื่อย ๆ จนถึงทุกวันนี้

          สำหรับคนไทยเราในปัจจุบันจำนวนไม่น้อยที่ผูกพันตัวเองไว้กับศิลปะแบบเหมือนจริงจนลืมไปว่าเรามีพื้นฐานการชื่นชมกับศิลปะที่ไม่เหมือนจริงมาก่อนจนบางครั้งรับรู้ได้ชื่นชมได้เฉพาะศิลปะแบบเหมือนจริงเท่านั้นและปฏิเสธลักษณะอื่นๆรวมทั้งศิลปะในสายประเพณีของไทยซึ่งอาจเป็นเพราะว่าศิลปะแบบเสมือนจริงที่สื่อสารได้ง่ายและมีสิ่งเปรียบเทียบให้เห็นได้ง่ายๆก็ได้ ซึ่งการกำหนดตัวเองไว้กับศิลปะแบบเหมือนจริงเช่นนี้เป็นความคิดที่ค่อนข้างแคบและมีผลเสียไปสู่การสนับสนุนศิลปะเด็กอีกด้วยเพราะศิลปะที่เด็กแสดงออกไม่ใช่ศิลปะในลักษณะเหมือนจริงเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

      2.2 ทฤษฎีเหมือนจริงทางศิลปะศึกษา   

      ทฤษฎีเหมือนจริงทางศิลปศึกษาขึ้นอยู่กับสมมติฐานที่ว่า “ไม่มีข้อแตกต่างกันระหว่างรูปวัตถุ และภาพที่เด็กรับรู้” จากสมมติฐานข้างต้นหมายความถึงว่า เมื่อวัตถุสิ่งแวดล้อมมีรูปทรง สี รายละเอียดอย่างไร ภาพที่เด็กรับรู้ก็สามารถจะรับรู้รูปทรง สีและรายละเอียดตรงกับความเป็นจริงทุก ประการ ไม่มีความแตกต่างกันอย่างใด เช่น เมื่อเด็กมองไปที่รถยนต์ เด็กจะรับรู้ข้อมูลภาพ (Visual Information) เช่นเดียวกับที่ผู้ใหญ่รับรู้ คือ การออกแบบ รูปทรง สีและรายละเอียดอย่างอื่น ไม่มีข้อ แตกต่างในการรับรู้รถยนต์ เมื่อทั้งเด็กและผู้ใหญ่นำข้อมูลภาพมาสร้างเป็นผลงานศิลปะหรือ ภาพเขียน สิ่งที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดคือ ความแตกต่างกันทางด้านทักษะการควบคุมมือปฏิบัติงาน                      

         เมื่อเด็กถูกเร่งเร้าให้สร้างสรรค์รูปทรงในลักษณะเหมือนจริงโดยฝึกฝนทางด้านทักษะให้ เหมือนกับที่ผู้ใหญ่ฝึกฝนทางศิลปะนั้นความเหมือนจริงจึงเป็นเป้าหมายหลักของการแสดงออกสิ่งที่ ตามมาก็คือเด็กเบื่อหน่ายกับกิจกรรมศิลปะที่ครูเป็นผู้กำหนดการแสดงออกนั้นซึ่งจริงๆ แล้วเด็กอาจจะไม่ได้มองเห็นหรือรับรู้รูปวัตถุที่ครูมองเห็นและตัดสินก็ได้แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นไม่ได้หมายความว่าเรามองเห็นวัตถุแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงจริงอยู่เมื่อเราใช้ชีวิตอยู่ในวัฒนธรรมเดียวกันเราย่อมมองเห็นวัตถุสิ่งแวดล้อมมีแนวโน้มไปในทางเดียวกันหรือใกล้เคียงกันเด็กก็พร้อมจะเรียนรู้และได้รับการสั่งสมและสำรวจตรวจสอบไปในวิถีทางเดียวกันด้วยแต่ควรจะค่อยเป็นค่อยไปและอย่างระมัดระวังพร้อมกันนั้นการแสดงออกทางศิลปะของเด็กก็ควรจะมีความสัมพันธ์กับประสบการณ์ ส่วนตัวที่ผ่านมา และเป็นวิถีทางที่พวกเขาสนองตอบต่อสถานการณ์ขณะนั้นด้วย ไม่ใช่เป็นวัตถุที่อยู่เหนือกาลเวลา อยู่เหนือภาพแวดล้อมหรืออยู่เหนือความรู้สึกนึกคิดของผู้รับรู้ ถ้าเด็กได้รับการปลูกฝังทางศิลปะในแบบแผนของผู้ใหญ่ขาดการยอมรับทางด้านความ แตกต่างทางเอกัตภาพขาดการลองผิดลองถูกสิ่งที่เด็กได้รับคือ ความพึงพอใจของผู้ใหญ่และการไร้ เสียซึ่งความมั่นใจและความเป็นตัวของตัวเอง 

          2.3 ศิลปะเด็กแบบเสมือนจริง   

          เมื่อเรารับศิลปะแบบเสมือนจริงเข้ามาสอนในโรงเรียนโดยเน้นการฝึกฝนทางด้านฝีมือให้สามารถแสดงออกทางศิลปะได้ผลงานที่เลียนแบบวัตถุสิ่งแวดล้อม เช่น ให้เด็กฝึกเขียนภาพใบไม้ ขวด กล่อง ชอล์ก ทิวทัศน์ ที่ผ่านมานอกจากจะเป็นรูปแบบเหมือนจริงที่มีขีดจำกัดแล้วสื่อการแสดงออกก็ดูเหมือนจะนิยมกันอยู่ไม่กี่อย่างอีกด้วยซึ่งทำให้การแสดงออกในลักษณะเหมือนจริงมีจุดอ่อนยิ่งขึ้น

         2.1 ศิลปะแบบเหมือนจริงในสังคม 

         ศิลปะแบบเสมือนจริงทางตะวันตกเห็นผลชัดเจนตั้งแต่ครั้งอารยธรรมกรีกโบราณและโรมัน ซึ่งเป็นต้นฉบับอารยธรรมตะวันตกต่อมา เมื่อศิลปะทำหน้าที่สนับสนุนคริสต์ศาสนา ศิลปะแบบ เสมือนจริงก็ทำหน้าที่อย่างต่อเนื่องตลอดมา เมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่19 ศิลปินในยุโรป ได้ร่วมกันเสนอทัศนะและรูปแบบทางศิลปะโดยเน้นความเหมือนจริงหรือสัจจะ2 ด้านคือ ห้างด้านรูปแบบที่ เลียนแบบวัตถุสิ่งแวดล้อมให้เหมือนจริงและทางด้านเนื้อหาที่แสดงสัจจะเหตุการณ์ในสังคม เช่น สภาพความยากจน แรงงาน และชีวิตในสังคมเป็นต้น จนกระทั่งศิลปะของศิลปินกลุ่มนี้ได้ชื่อว่า กลุ่มสัจนิยม (Realism) และนั่นก็ดูเหมือนว่าเนื้อหาสาระของศิลปะกลุ่มนี้ได้ก้าวเข้ามาสู่ศิลปะสมัยใหม่อย่างแท้จริงที่เดียวต่อจากนั้นแม้ศิลปะทางตะวันตกจะพัฒนาไปสู่รูปแบบและเนื้อหาที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นอันมากแต่รูปแบบเหมือนจริงหรือการเรียนแบบวัตถุสิ่งแวดล้อมก็ยังคงมีบทบาทต่อมาเรื่อย ๆ จนถึงทุกวันนี้

          สำหรับคนไทยเราในปัจจุบันจำนวนไม่น้อยที่ผูกพันตัวเองไว้กับศิลปะแบบเหมือนจริงจนลืมไปว่าเรามีพื้นฐานการชื่นชมกับศิลปะที่ไม่เหมือนจริงมาก่อนจนบางครั้งรับรู้ได้ชื่นชมได้เฉพาะศิลปะแบบเหมือนจริงเท่านั้นและปฏิเสธลักษณะอื่นๆรวมทั้งศิลปะในสายประเพณีของไทยซึ่งอาจเป็นเพราะว่าศิลปะแบบเสมือนจริงที่สื่อสารได้ง่ายและมีสิ่งเปรียบเทียบให้เห็นได้ง่ายๆก็ได้ ซึ่งการกำหนดตัวเองไว้กับศิลปะแบบเหมือนจริงเช่นนี้เป็นความคิดที่ค่อนข้างแคบและมีผลเสียไปสู่การสนับสนุนศิลปะเด็กอีกด้วยเพราะศิลปะที่เด็กแสดงออกไม่ใช่ศิลปะในลักษณะเหมือนจริงเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

      2.2 ทฤษฎีเหมือนจริงทางศิลปะศึกษา  

      ทฤษฎีเหมือนจริงทางศิลปศึกษาขึ้นอยู่กับสมมติฐานที่ว่า “ไม่มีข้อแตกต่างกันระหว่างรูปวัตถุ และภาพที่เด็กรับรู้” จากสมมติฐานข้างต้นหมายความถึงว่า เมื่อวัตถุสิ่งแวดล้อมมีรูปทรง สี รายละเอียดอย่างไร ภาพที่เด็กรับรู้ก็สามารถจะรับรู้รูปทรง สีและรายละเอียดตรงกับความเป็นจริงทุก ประการ ไม่มีความแตกต่างกันอย่างใด เช่น เมื่อเด็กมองไปที่รถยนต์ เด็กจะรับรู้ข้อมูลภาพ (Visual Information) เช่นเดียวกับที่ผู้ใหญ่รับรู้ คือ การออกแบบ รูปทรง สีและรายละเอียดอย่างอื่น ไม่มีข้อ แตกต่างในการรับรู้รถยนต์ เมื่อทั้งเด็กและผู้ใหญ่นำข้อมูลภาพมาสร้างเป็นผลงานศิลปะหรือ ภาพเขียน สิ่งที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดคือ ความแตกต่างกันทางด้านทักษะการควบคุมมือปฏิบัติงาน                      

         เมื่อเด็กถูกเร่งเร้าให้สร้างสรรค์รูปทรงในลักษณะเหมือนจริงโดยฝึกฝนทางด้านทักษะให้ เหมือนกับที่ผู้ใหญ่ฝึกฝนทางศิลปะนั้นความเหมือนจริงจึงเป็นเป้าหมายหลักของการแสดงออกสิ่งที่ ตามมาก็คือเด็กเบื่อหน่ายกับกิจกรรมศิลปะที่ครูเป็นผู้กำหนดการแสดงออกนั้นซึ่งจริงๆ แล้วเด็กอาจจะไม่ได้มองเห็นหรือรับรู้รูปวัตถุที่ครูมองเห็นและตัดสินก็ได้แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นไม่ได้หมายความว่าเรามองเห็นวัตถุแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงจริงอยู่เมื่อเราใช้ชีวิตอยู่ในวัฒนธรรมเดียวกันเราย่อมมองเห็นวัตถุสิ่งแวดล้อมมีแนวโน้มไปในทางเดียวกันหรือใกล้เคียงกันเด็กก็พร้อมจะเรียนรู้และได้รับการสั่งสมและสำรวจตรวจสอบไปในวิถีทางเดียวกันด้วยแต่ควรจะค่อยเป็นค่อยไปและอย่างระมัดระวังพร้อมกันนั้นการแสดงออกทางศิลปะของเด็กก็ควรจะมีความสัมพันธ์กับประสบการณ์ ส่วนตัวที่ผ่านมา และเป็นวิถีทางที่พวกเขาสนองตอบต่อสถานการณ์ขณะนั้นด้วย ไม่ใช่เป็นวัตถุที่อยู่เหนือกาลเวลา อยู่เหนือภาพแวดล้อมหรืออยู่เหนือความรู้สึกนึกคิดของผู้รับรู้ ถ้าเด็กได้รับการปลูกฝังทางศิลปะในแบบแผนของผู้ใหญ่ขาดการยอมรับทางด้านความ แตกต่างทางเอกัตภาพขาดการลองผิดลองถูกสิ่งที่เด็กได้รับคือ ความพึงพอใจของผู้ใหญ่และการไร้ เสียซึ่งความมั่นใจและความเป็นตัวของตัวเอง 

          2.3 ศิลปะเด็กแบบเสมือนจริง   

          เมื่อเรารับศิลปะแบบเสมือนจริงเข้ามาสอนในโรงเรียนโดยเน้นการฝึกฝนทางด้านฝีมือให้สามารถแสดงออกทางศิลปะได้ผลงานที่เลียนแบบวัตถุสิ่งแวดล้อม เช่น ให้เด็กฝึกเขียนภาพใบไม้ ขวด กล่อง ชอล์ก ทิวทัศน์ ที่ผ่านมานอกจากจะเป็นรูปแบบเหมือนจริงที่มีขีดจำกัดแล้วสื่อการแสดงออกก็ดูเหมือนจะนิยมกันอยู่ไม่กี่อย่างอีกด้วยซึ่งทำให้การแสดงออกในลักษณะเหมือนจริงมีจุดอ่อนยิ่งขึ้น

3.ทฤษฎีปัญญา

            ปัจจุบันเราพบศิลปะร่วมสมัยที่มากมายหลายลักษณะหลายกลุ่มความคิด ที่ได้เสนอความคิดคำนึงออกมาเป็นผลงานศิลปะแบบแปลกๆท้าทายการทำความเข้าใจต่อลักษณะที่เร้าใจนั้นศิลปะสมัยใหม่หลายต่อหลายลักษณะไม่ใช่ประโยคบอกเล่าเพื่อจะบอกกับทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนผู้ชื่นชมไร้เสียซึ่งสติปัญญาความคิดแต่ศิลปะเหล่านั้นอาจจะเป็นประโยคคำถามเป็นปรากฏการณ์อย่างหนึ่งซึ่งเราต้องตอบคำถามหรือทำความเข้าใจกับปรากฏการณ์นั้นๆเคยมีผู้กล่าวทำนองว่า“เมื่อคนเราฉลาดขึ้นเราจะบังคับให้ศิลปะคงความโง่เขลาเพียงสวยงามง่าย ๆ อยู่เช่นนั้นหรือ”

4. ทฤษฎีการรับรู้ทางศิลปศึกษา

            จากแนวคิดจิตตะวิทยาเกสตอลท์ (Gestalt Psychology) ในแง่การรับรู้จากสภาพส่วนรวมเศษส่วนย่อยได้ส่งผลสอบทฤษฎีของอาร์เนม(Arnheim’s Theory) ทฤษฎีของเขาได้เสนอหลักการ โดยสรุปว่า “เด็กเขียนภาพตามที่เห็น” โดยเชื่อในกระบวนการรับรู้ที่เริ่มจากการมองเห็นนิ่งต่างๆในภาพรวมทั้งหมดแล้วจึงมองเห็นรายละเอียดตามมาและในแง่การรับรู้โลกภายนอกของผู้ใหญ่ก็แตกต่างกับการรับรู้ของเด็กการแสดงออกทางด้านรายละเอียดและสัญลักษณ์ก็แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดเช่นกัน

      การแสดงออกทางศิลปะเด็กทางด้านรายละเอียดมากน้อย จึงไม่ใช่ความผิดของเด็ก แต่เป็นผลมาจากการรับรู้ที่แตกต่างกันโดยตรงและความจริงแล้วความงามของศิลปะทุกรูปแบบก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับรายละเอียดมากหรือน้อยความง่ายหรือความซับซ้อนก็มีคุณค่าทางความงามได้เช่นเดียวกัน

         ตามแนวคิดของทฤษฎีการรับรู้ ได้ส่งผลมาถึงการเรียนการสอนเป็นอย่างมากช่วงเวลาหนึ่งโดยที่ครูจะพยายามชี้แนะให้เด็กมองไปยังวัตถุสิ่งแวดล้อมรอบตัว มองให้เห็นเป็นรูปทรงหรือเค้าโครงง่ายๆก่อน แล้วจึงมองละเอียดตามมา เช่น ถ้าจะให้เด็กเขียนภาพช้าง ก็ให้เด็กพิจารณาเค้าโครงใหญ่ๆ แล้วร่างภาพเป็นรูปทรงง่ายๆคือลำตัวสี่เหลี่ยมหัวสี่เหลี่ยม หมูสี่เหลี่ยม งวงและงาเป็นแท่งยาว หางเป็นเส้นตรง เป็นต้น หลังจากเด็กเขียนโครงสร้างส่วนรวมได้แล้วจึงให้ขีดเขียนเส้นโค้งคดให้ทั่วภาพตามลักษณะช้างที่ต้องการอีกครั้งหนึ่ง

5. ทฤษฎีความรู้สึกและการเห็น

            ในขณะที่ศิลปะในสังคมเน้นการแสดงออกทางด้านอารมณ์ความรู้สึกศิลปะเด็กก็หันมาเน้นการแสดงออกจากอารมณ์ความรู้สึกของเด็กตามทฤษฎีความรู้สึกและการเห็นด้วยเช่นกันเพราะเชื่อมั่นว่าความรู้สึกสัมผัสที่เด็กมีต่อสภาพแวดล้อมนั้นเป็นความรู้สึกที่บริสุทธิ์ใจเป็นความรู้สึกที่เราควรจะยอมรับและยอมให้เด็กเปิดเผยเพราะเมื่อเด็กแสดงออกในสิ่งที่เขารู้สึกสัมผัสนั่นย่อมเป็นทางหนึ่งที่เราจะเข้าใจเขาได้ความรู้สึกสัมผัสเช่นนี้ย่อมเป็นการช่วยกระตุ้นประสาทสัมผัสหรือการรับรู้ของเด็กให้มีความฉับไวต่อสิ่งต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต

        ปัจจุบันแนวคิดต่อศิลปะเด็กในเมืองไทยเริ่มเป็นที่ยอมรับทฤษฎีความรู้สึกและการเห็นกันอย่างกว้างขวางดังจะพบได้จากกิจกรรมทั่วไปที่เราอาจจะเนอเรื่องราวหรือเนื้อหาต่างๆให้เด็กแสดงออกเช่นบ้านของฉันอาชีพของพ่อแม่ การทำนา การจราจร การตัดไม้ทำลายป่า การทำงาน ฯลฯ ซึ่งเรื่องราวที่เสนอให้เด็กได้แสดงออกนั้นควรจะเป็นเรื่องราวที่มีลักษณะเป็นภาพแวดล้อมจริงๆของเด็กเพื่อเขาจะได้สามารถสะท้อนความรู้สึกสัมผัสโดยตรงในชีวิตประจำวันมาเป็นงานศิลปะที่มีคุณค่าได้

6. ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับความคิดสร้างสรรค์                                                                    

      ทฤษฎีโครงสร้างทางสติปัญญาของกิลฟอร์ด : เน้นเรื่องความคิดสร้างสรรค์  ความมีเหตุผล การแก้ปัญหา ความสามารถทางสมอง แบ่งออกเป็น 3 มิติ คือ

                1. เนื้อหา : มิติเกี่ยวกับข้อมูล หรือ สิ่งเร้าสื่อในการคิด สมองจะรับข้อมูลมี4 ลักษณะ ได้แก่ ภาพ  สัญลักษณ์  ภาษา พฤติกรรม

                2. วิธีการคิด : มี 5 ลักษณะ ได้แก่  การรู้จักการเข้าใจ  การจำ  การคิดแบบอเนกนัย  การคิดแบบเอกนัย  การประเมินค่า

                3. ผลการคิด : มี 6 ลักษณะ ได้แก่  หน่วย  จำพวก ความสัมพันธ์ ระบบ การแปลงรูป การประยุกต์

           ทฤษฎีความคิดสร้างสรรค์ของทอแรนซ์ : ความคิดสร้างสรรค์ประกอบด้วย ได้แก่ ความคล่องแคล่วในการคิด  ความยืดหยุนในการคิด  ความริเริ่มในการคิดแบ่งลำดับความคิดเป็น 5 ขั้น

                        1) ขั้นค้นพบความจริง

                        2) ขั้นการค้นพบปัญหา

                        3) ขั้นการตั้งสมมติฐาน

                        4) ขั้นการค้นพบคำตอบ

                        5) ขั้นยอมรับผลจากการค้นพบ

            ทฤษฎีพหุปัญญาของการ์ดเนอร์ : ประกอบด้วย 9 ด้าน

                        1. ความสามารถด้านภาษา

                        2. ความสามารถด้านตรรกวิทยา และคณิตศาสตร์

                        3. ความสามารถด้านดนตรี

                        4. ความสามารถด้านมิติสัมพันธ์

                        5. ความสามารถด้านกีฬา

                        6. ความสามารถมนุษย์สัมพันธ์

                        7. ความสามารถด้านจิตวิเคราะห์

                        8. ความสามารถด้านธรรมชาติศึกษา

                        9. ความสามารถในการคิดพลิกแพลงแตกต่างในการแก้ปัญหา

            ทฤษฎีโอตา : เดวิส และซัลลิแวนพัฒนาการทางศิลปะ วงจรการขีดเขียน มี 4 ขั้นตอน

                 1. ขั้นขีดเขี่ยเด็กวัย 2ขวบ ขีดๆเขียนๆตามธรรมชาติเป็นเส้นตรงบ้างโค้งบ้างปราศจากการควบคุม

                 2. เขียนเป็นรูปร่างเด็กวัย 3 ขวบเริ่มเป็นรูปร่างขึ้นเขียนเป็นวงกลมควบคุมมือกับตาได้มากขึ้น

                 3. รู้จักออกแบบเด็กวัย 4 ขวบ เขียนเป็นรูปร่างได้เป็นเค้าโครงและวาดสี่เหลี่ยมได้

                 4. การวาดแสดงเป็นภาพ เด็กวัย 5 ขวบขึ้นไป เริ่มแยกแยะวัตถุได้รับรู้ความเป็นจริงควบคุมการเขียนได้วาดสามเหลี่ยมได้

 

7. ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับศิลปะ

            - ทฤษฎีพัฒนาการ

                    พัฒนาการทางศิลปะของ โลเวนเฟลด์ (Lowenfeld)

            - ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับความคิดสร้างสรรค์

            - ทฤษฎีโครงสร้างทางสติปัญญาของกิลฟอร์ด (Gulford)

            - ทฤษฎีที่ความคิดสร้างสรรค์ของทอร์แรนช์ (Torance)

            - ทฤษฎีความรู้สองลักษณะ (สมอง สองซีก)

            - ทฤษฎีพหุปัญญาของการ์ดเนอร์ (Gardnen)

            - ทฤษฎีโอตา (Aula)

 ที่มา

ปิ่นทอง นันทะลาด. ทฤษฎีการแสดงออกทางศิลปะของเด็กปฐมวัย. (2560). [ออนไลน์].

เข้าถึงได้จาก : http://portal5.udru.ac.th/ebook/pdf/upload/180rJ10L7515700Ru8t8.pdf

สืบค้นวันที่ 22 กรกฎาคม 2564

 

ปิ่นทอง นันทะลาด.  ทฤษฎีปัญญา.  (2560).  [ออนไลน์].

เข้าถึงได้จาก : http://portal5.udru.ac.th/ebook/pdf/upload/180rJ10L7515700Ru8t8.pdf

สืบค้นวันที่ 22 กรกฎาคม 2564

 

ปิ่นทอง นันทะลาด.  ทฤษฎีการรับรู้ทางศิลปศึกษา.  (2560).  [ออนไลน์].

เข้าถึงได้จาก : http://portal5.udru.ac.th/ebook/pdf/upload/180rJ10L7515700Ru8t8.pdf

สืบค้นวันที่ 22 กรกฎาคม 2564

 

ปิ่นทอง นันทะลาด.  ทฤษฎีความรู้สึกและการเห็น.  (2560).  [ออนไลน์].

เข้าถึงได้จาก: http://portal5.udru.ac.th/ebook/pdf/upload/180rJ10L7515700Ru8t8.pdf

สืบค้นวันที่ 22 กรกฎาคม 2564

 

ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับความคิดสร้างสรรค์.  (2558).  [ออนไลน์].

เข้าถึงได้จาก: http://koigjhi.blogspot.com/2015/01/blog-post_21.html?m=1

สืบค้นวันที่ 22 กรกฎาคม 2564

 

Tipwimon Nuanon.  ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับศิลปะ.  (2562).  [ออนไลน์].

เข้าถึงได้จาก: https://tipwiploy.blogspot.com/2019/01/?fbclid=IwAR3s

สืบค้นวันที่ 22 กรกฎาคม 2564

 

มยุรี มนัยนิล.  แนวคิดทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง.  (2560).  [ออนไลน์].

เข้าถึงได้จาก: http://www.nongkhae-ssk.go.th/files/dynamiccontent/file-81173-15083945751193288484.pdf

สืบค้นวันที่ 22 กรกฎาคม 2564

 

สุภาภรณ์ ปั่นกล่ำ.  ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการทางศิลปะสำหรับเด็กปฐมวัย.(2557).  [ออนไลน์]. 

เข้าถึงได้จาก: http://www.thapra.lib.su.ac.th/objects/thesis/fulltext/thapra/Suphaphorn_Pun-klum/fulltext.pdf

สืบค้นวันที่ 22 กรกฎาคม 2564


เนื้อหากิจกรรมศิลปะที่เกี่ยวกับการจัดกิจกรรมศิลปะสำหรับเด็กปฐมวัย

สมาชิกกลุ่ม

1. นางสาวแพรวา  บุตะเคียน           รหัส63121860209

2. นางสาวประกายแก้ว พวงยอด       รหัส 63121860211

3. นางสาวชนาภา ล้อประโคน          รหัส 63121860212

4. นางสาวจิรนันท์ เกษมสุข             รหัส 63121860217

5. นางสาวชนัญญาสาระวัน             รหัส 63121860218

6. นางสาวพิจิตรา  พีระ                 รหัส 63121860219

7. นางสาวศิริพร ภาสดา                รหัส 63121860228

 

เนื้อหากิจกรรมศิลปะที่เกี่ยวกับการจัดกิจกรรมศิลปะสำหรับเด็กปฐมวัย 

ประกอบด้วย

         - ความหมายของกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์

         - แนวการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัย

         - การจัดกิจกรรมศิลปะสำหรับเด็กปฐมวัย

         - เนื้อหาและกิจกรรมศิลปะ

         - การจัดกิจกรรมที่เหมาะสมสำหรับเด็กอนุบาล

 ความหมายของกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์

         สรวงพร กุศลส่ง (สรวงพร กุศลส่ง, 2553), ประนัดดา รัตนไตรมาส (ประนัดดา รัตนไตรมาส, 2557), ปีเตอร์สัน และเดอ ฟรานเชสโก (Peterson, 1958 และ De Franceco, 1958, อ้างถึงใน ชลธิชา ชิวปรีชา, 2554 : สมศรี เมฆไพบูลย์วัฒนา, 2551) กิจกรรมศิลปะ สร้างสรรค์ในแนวทางเดียวกันไว้ว่า กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์เป็นเครื่องมือหรือสื่อกลางในการ ถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด จินตนาการ บอกเล่าประสบการณ์เพื่อสื่อสารให้ผู้อื่นได้รับรู้ อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งกิจกรรมศิลปะเป็นกิจกรรมเสรีที่ทุกคนสามารถถ่ายทอดความคิดได้อย่าง อิสระตามความต้องการความพอใจ และความสนใจอย่างไม่มีข้อบังคับหรือกฎเกณฑ์ตายตัว อีกทั้งกิจกรรมยังสามารถปรับเปลี่ยนได้หลายรูปแบบ เช่น การวาดภาพระบายสี การพิมพ์ภาพ การปั้น การตัด ปะ ฉีกหรือการประดิษฐ์ เป็นต้น รวมถึงการฝึกให้เด็กปฐมวัยได้ใช้ประสาทสัมผัส ทั้งห้าในการรับรู้และเคลื่อนไหวร่างกาย ใช้ความสัมพันธ์ของมือและตากับเครื่องมือต่าง ๆ เพื่อสร้างสรรค์ผลงานศิลปะของตนเองออกมา ศิลปะสร้างสรรค์จึงสามารถตอบสนองจินตนาการและ การแสดงออกของบุคคลได้ทุกเพศทุกวัย สอดคล้องกับมะลิฉัตร เอื้ออานนท์ (มะลิฉัตร เอื้ออานนท์, 2543, อ้างถึงใน พรเพ็ญ บัวทอง, 2555) ที่กล่าวว่า กิจกรรมศิลปะเป็นเครื่องมือในการ ส่งเสริมพัฒนาการด้านต่าง ๆ ของเด็ก ทั้งความคิดริเริ่ม ความคิดสร้างสรรค์ ความคิดคล่องแคล่วรวมถึงพัฒนาการของกล้ามเนื้อมัดเล็ก และการทำงานประสานกันของมือและตา อันเป็นพื้นฐาน ขั้นต้นเพื่อส่งเสริมศักยภาพของเด็กให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

         จอห์น ดิวอี้ (John Dewey, 1934, อ้างถึงใน ประนัดดา รัตนไตรมาส, 2557) กล่าวว่า ศิลปะสร้างสรรค์ คือ การที่บุคคลเรียนรู้และมีปฏิสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมผ่านประสบการณ์ตรง ก่อให้เกิดความคิด อารมณ์สุนทรีย และเป้าหมายในการแสวงหาประสบการณ์อื่นต่อไป

         ทอแรน คุปต์ (Torrance, 1964 , อ้างถึงใน ประนัดดา รัตนไตรมาส , 2557 ; เยาวภา เดชะคุปต์, 2542 a, 2542b) กล่าวว่า ศิลปะสร้างสรรค์เป็นกระบวนการของความรู้สึกที่มีต่อปัญหา ก่อนจะทำการค้นหาและรวบรวมข้อมูล แล้วนำมาตั้งสมมติฐานเพื่อค้นหาคำตอบ พร้อมทั้ง เผยแพร่ผลลัพธ์ที่ได้จากการทดสอบนั้น

         จากข้อมูลข้างต้น สามารถสรุปได้ว่า กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ คือ เครื่องมือหรือ สื่อกลางที่ช่วยให้บุคคลสามารถถ่ายทอดหรือแสดงออกซึ่งความรู้สึกนึกคิด อารมณ์ จินตนาการ และประสบการณ์ต่าง ๆ ผ่านผลงานได้อย่างอิสระ ทั้งยังเป็นการฝึกใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้ากับวัสดุ อุปกรณ์ เกิดการเรียนรู้และฝึกฝนทักษะผ่านการทำงาน ทำให้รู้จักคิดอย่างเป็นระบบและเป็นขั้น เป็นตอน รู้จักการแก้ไขปัญหา และแสดงออกถึงความคิดอย่างสร้างสรรค์และเหมาะสม

 

แนวการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัย

         บุศรินทร์ สิริปัญญาธร (2545: 17-19) กล่าวว่า การเรียนการสอนศิลปะสำหรับเด็ก จำเป็นต้องประกอบขึ้นด้วยปัจจัยหลายอย่างที่สร้างเสริมคุณค่าให้เกิดขึ้น ปัจจัยแรก ความพร้อมใน ตัวผู้เรียน ซึ่งความพร้อมนี้รวมถึงความพร้อมทางวุฒิภาวะ ความพร้อมทางด้านประสบการณ์ ความ พร้อมทางด้านวัสดุอุปกรณ์ ความพร้อมต่างๆนี้จะช่วยเกื้อกูลหนุนให้การเรียนการสอนเป็นไปอย่าง มีประสิทธิภาพ ซึ่งวิรุณ ตั้งเจริญ กล่าวว่าการสอนศิลปะต้องพิจารณาถึงกิจกรรมศิลปะ สื่อการสอน กระบวนการสอนในการปฏิบัติกิจกรรมศิลปะที่เปิดโอกาสให้เด็กทำงานร่วมกัน ปรึกษาหารือ ช่วยเหลือกันอย่างเป็นการส่งเสริมการอยู่ร่วมกัน ในการจัดกิจกรรมศิลปะต้องมีบริเวณปฏิบัติงานที่ สะดวกสำหรับการทำงานร่วมกัน และบรรยากาศที่มีเสรีภาพ (วิรุณ ตั้งเจริญ, 2537: 244-245)

         ลักษณะของการจัดกิจกรรมต้องมีความหลากหลาย สำนักงานคณะกรรมการประถมศึกษา แห่งชาติ (2539, 13-14) กล่าวถึงกิจกรรมสร้างสรรค์ (ศิลปศึกษา) มีดังนี้

         1. การวาดภาพ และระบายสี ประกอบไปด้วยการวาดภาพด้วยสีเทียนหรือสีไม้ การวาด ภาพด้วยสีน้ำ เช่น พู่กัน ฟองน้ำ และการละเลงสีด้วยนิ้วมือ

         2. การเล่นกับสีน้ำ ประกอบไปด้วยการเป่าสี การหยดสี และการเทสี

         3. การพิมพ์ภาพ เช่น การพิมพ์ภาพด้วยส่วนต่างๆของร่างกาย และการพิมพ์ภาพด้วย วัสดุ พืช ผัก ต่างๆ

         4. การปั้น เช่น ดินเหนียว ดินน้ำมัน แป้งโด ฯลฯ

         5. การพับ ฉีก ตัด ปะ โดย การพับอย่างง่าย การฉีกปะ การเทสี

         6. การประดิษฐ์ เช่นประดิษฐ์เศษวัสดุต่างๆ การร้อยลูกปัด หลอกกาแฟ หลอดด้าย ฯลฯ

         การจัดกิจกรรมศิลปะต้องเหมาะสมกับพัฒนาการ และความต้องการทางสังคมของเด็ก ปฐมวัย เด็กอายุ 5 ปี จะมีการเล่นแบบร่วมมืออย่างมีแบบแผน การเล่นมีการวางแผนร่วมกันในวัสดุ อุปกรณ์ มีลักษณะเป็นผู้นําผู้ตาม มีการแสดงการยอมรับความคิดเห็นเพื่อน และและเปลี่ยนความ คิดเห็นซึ่งกันและกัน ประนีประนอมกัน ลักษณะพฤติกรรมเหล่านี้ควรที่จะส่งเสริมด้วยการจัด กิจกรรมศิลปะเป็นกลุ่ม ซึ่งสามารถจัดได้หลายทาง เช่น เกมศิลปะเป็นกลุ่ม การเล่นละคร เป็นต้น และศิลปะเป็นกลุ่มเป็นกิจกรรมที่เด็กปฐมวัยชอบ เป็นกิจกรรมที่มีวัสดุอุปกรณ์เร้าความสนใจ มี ผลงานปรากฏให้เด็กๆได้ชื่นชมกับความสามารถของพวกเขา เป็นกิจกรรมที่ให้เด็กมีโอกาสทำงาน ร่วมกันอย่างมีจุดหมายเดียวกันในการทำงานอย่างชัดเจนมากกว่าการเล่น เด็กจะเรียนรู้ซึ่งกันและกันเพื่อให้การทำงานบรรลุจุดมุ่งหมายของกลุ่ม แต่ในบางวัยอาจเปิดโอกาสให้เด็กได้เล่นได้ทำคนเดียวตามความเหมาะสม อย่างไรก็ตามการจัดกิจกรรมศิลปะที่ดี วัสดุที่ใช้กับกิจกรรมศิลปะสำหรับเด็กจะต้องเพียงพอกับความต้องการ และสามารถที่จะสนับสนุนการแสดงออกอย่างอิสระ ปราศจากเทคนิคหรือวิธีการหลากหลายมาใช้ในการจัดทำงานศิลปะ

         การจัดศิลปะสำหรับเด็กควรมีการสื่อสารอุปกรณ์ให้เด็กได้มีการเลือกหลากหลายและไม่จำกัดความคิดจินตนาการของเด็กได้ใช้วิธีการทางความคิดที่มีเป็นไปได้ของคน การจัดกิจกรรมศิลปะ 2 มิติและศิลปะแบบ  3 มิติ ซึ่งศิลปะแบบสื่อผสม นอกจากจะเป็นการผสมผสานวัสดุ การใช้อุปกรณ์หรือเทคนิคหลายอย่างเข้าด้วยกัน ยังรวมถึงการผสมผสานระหว่างศิลปะแบบ 2 มิติและศิลปะแบบ 3 มิติเข้ากันอีกด้วย

 

การจัดกิจกรรมศิลปะสำหรับเด็กปฐมวัย

         ในการจัดกิจกรรมศิลปะให้เด็ก ต้องคำนึงถึงตัวเด็กเป็นสำคัญ โดยจัดกิจกรรมให้ สอดคล้องกับพัฒนาการทางศิลปะของเด็ก การเลือกกิจกรรม ควรเลือกกิจกรรมที่ช่วยฝึกให้เด็ก เป็นคนชั่งสังเกต คิดหาเหตุผล ฝึกการสร้างสรรค์ ฝึกลักษณะนิสัย ฝึกความพร้อมในการเรียน และช่วยให้เด็กได้พัฒนาทางร่างกาย อารมณ์จิตใจ สังคมและสติปัญญาไปพร้อมๆ กัน

         เยาวพา เดชะคุปต์ (2528 : 96) กล่าวว่า “ศิลปะเป็นแนวทางที่จะช่วยให้เด็กได้ แสดงความสามารถและความรู้สึกนึกคิดของตน ออกมาในรูปของภาพ หรือสิ่งของเด็กจะใช้ศิลปะ เพื่อเป็นสื่ออธิบายสิ่งที่เขาทำ เห็น รู้สึก และคิดออกมาเป็นผลงาน การจัดกิจกรรมให้แก่เด็ก จะช่วยให้เด็กมีโอกาสค้นคว้า ทดลอง และสื่อสารความคิด ความรู้สึกของตน ให้ผู้อื่นและโลก ที่อยู่รอบตัวเขาได้เข้าใจ

         นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (2529 : 58 - 59) ยังให้แนวคิดว่าในการจัดกิจกรรรมศิลปะให้แก่เด็กอนุบาล มีสิ่งที่จะต้องคำนึงถึงหลายประการ คือ

         1. จะต้องจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ศิลปะให้ได้ทุกวัน โดยผู้สอนต้องเตรียมอุปกรณ์ที่ เด็กต้องการใช้ให้พร้อม เช่น สีเทียน สีน้ำ ดินน้ำมัน และเศษวัสดุต่างๆ ไว้ตามโต๊ะล่วงหน้า

         2. ก่อนให้เด็กเข้าทำกิจกรรมสร้างสรรค์ศิลปะ ควรใช้วิธีปล่อยให้เด็กเข้าทำกิจกรรม อย่างมีระเบียบ ซึ่งอาจกระทำได้หลายๆ วิธี เพื่อให้เด็กเข้ากลุ่มได้ เช่น ผู้สอนอาจถามว่า เมื่อเช้านี้ใครรับประทานข้าวกับผักก็ให้เข้ากลุ่มเดียวกัน แล้วถามอย่างอื่นต่อไป จนเด็กเข้ากลุ่ม เพื่อทำกิจกรรมได้หมด

         3. การจัดโต๊ะกิจกรรมสร้างสรรค์ศิลปะ ควรจัดให้เป็นโต๊ะรวม ที่เด็กสามารถล้อมวงกันทำงาน ได้มีโอกาสใช้ของร่วมกัน เช่น โต๊ะสำหรับวาดภาพด้วยสีเทียน และโต๊ะสำหรับ วาดภาพด้วยสีน้ำ เป็นต้น

         4. ตลอดเวลาที่เด็กทำงาน จะต้องเดินดูเด็ก เพื่อคอยเขียนชื่อหลังกระดาษและ คอยให้กําลังใจเด็ก แต่ไม่มีหน้าที่ไปชี้แนะ ว่าให้เด็กทำอะไร

         5. หากเด็กทำเศษวัสดุหล่น ควรแนะนําให้เด็กเก็บเองทุกครั้ง

         6. หากเด็กทำงานไม่ถูกต้อง ต้องไม่บอกให้เด็กแก้ไขอย่างไร ตรงไหนแต่จะใช้ คําถามที่จะช่วยให้เด็กได้คิดหาคําตอบเอาเอง ซึ่งจะทำให้เด็กเกิดความภูมิใจและมีความมั่นใจ ในตนเอง

         7. หากพบว่า เด็กคนหนึ่งคนใดชอบเล่นอยู่ที่เดียว โดยไม่ยอมลุกให้ที่คนอื่น ๆ บ้าง ต้องให้คำแนะนําแก่เด็ก ให้รู้จักการแบ่งปัน และแนะนําให้ทำกิจกรรมต่อไปในวันรุ่งขึ้น

         8. เมื่อเด็กทำงานเสร็จ ควรตรวจผลงานเด็ก เพื่อดูพัฒนาการทางภาษาและ จินตนาการกับความคิดสร้างสรรค์

         9. ไม่ควรมองผลงานของเด็กด้วยความขบขัน แต่ต้องแสดงให้เห็นว่า ผลงานที่ เด็กตั้งใจทำนั้น มีค่าเสมอ

         10. เมื่อใกล้จะหมดเวลา ต้องให้เด็กเก็บของเข้าที่เองทุกครั้ง

         โดยทั่ว ๆ ไป การจัดกิจกรรมศิลปะให้แก่เด็ก จะต้องใช้เวลาให้เด็กปฏิบัติกิจกรรม อย่างเหมาะสม ซึ่งในการจัดกิจกรรมศิลปะให้แก่เด็ก จะต้องใช้เวลาให้เด็กปฏิบัติกิจกรรมอย่าง เหมาะสม ซึ่งในการจัดกิจกรรมประจำวัน ต้องคำนึงถึงหลักจิตวิทยาพัฒนาการและจิตวิทยา เด็ก โดยใช้ระยะเวลา ในการทำกิจกรรมที่เหมาะสม ดังนี้

         เด็กอายุ 3 - 4 ขวบ ใช้เวลาทำกิจกรรม 10 - 12 นาที

         เด็กอายุ 5 - 6 ขวบ ใช้เวลาทำกิจกรรม 20 - 30 นาที

         สำหรับวิชาศิลปะ จะใช้ระยะเวลานานขึ้น ตั้งแต่ 40 - 60 นาที หรือมากกว่านั้น (ราศี ทองสวัสดิ์, 2523 : 75 - 76)

 เนื้อหาและกิจกรรมศิลปะ    

         สำหรับเนื้อหาและกิจกรรมศิลปะที่ควรนํามาสอนให้แก่เด็กนั้น วิรุณ ตั้งเจริญ (2526 : 249 - 251) ได้กำหนดไว้ ดังนี้

1. การปูพื้นฐานให้เด็กมองเห็นความสวยงามทางศิลปะ

         - ฝึกสังเกตรูปทรงรอบๆ ตัว

         - ให้เด็กสัมผัสสิ่งต่างๆ ที่มีรูปร่างเหมือนกัน แตกต่างกันและคล้ายคลึงกัน

         - ให้เด็กช่วยกันจัดแจกัน

         - เด็กช่วยกันจัดมุมห้องให้สวยงาม

         - เด็กและครูช่วยกันจัดหาสิ่งประดิษฐ์สำเร็จมาตกแต่งห้อง

         - เด็กและครูช่วยกันสะสมภาพต่างๆ ที่มีรูปร่าง และเส้นที่สวยงามเพื่อใช้ตกแต่งห้องหรือเพื่อไว้ให้เด็กดูตามใจชอบ

         - ให้เด็กได้มีโอกาสไปชมการแสดงภาพเขียน หรือสิ่งประดิษฐ์ของเด็กวัยต่างๆ บ้างถ้าสามารถทำได้

2. การวาดภาพระบายสี

         - ให้เด็กวาดภาพโดยเสรี ด้วยดินสอสี สีเทียน หรือดินสอดำแล้วให้เล่าเรื่องราวจากภาพที่เขียน

         - ให้ป้ายสีด้วยพู่กันบนกระดาษโดยเสรี แล้วเล่าเรื่องจากภาพที่เขียน

         - ให้เด็กใช้สีเทียนระบายลงบนกระดาษ โดยใช้ปลายหรือ ข้างสีเทียน แล้วให้เล่าเรื่องราวจากภาพ

         - ให้เด็กทดลองใช้ข้างของสีเทียนด้วยวิธีต่างๆ เช่น หมุนเป็นวงกลมลากเป็นแถวยาว หรือ ซิกแซก

         - ให้ระบายสีตามรูปทรงที่กำหนดไว้

         - ให้วาดภาพระบายสีตามความคิดคําถึงของเด็ก แล้วให้เด็กบอกความหมายของภาพนั้นๆ

         - พาเด็กออกไปศึกษานอกสถานที่แล้วกลับมาเขียนภาพตามที่พบเห็น และประทับใจ

3. การทดลองเกี่ยวกับสี

         - ให้ละเลงสีหลายๆ สีด้วยส่วนต่างๆ ของช่วงแขน

         - ให้ละเลงสีหลายๆ สี เป็นภาพโดยอิสระ แล้วให้เด็กบอกความหมายของภาพนั้นๆ

         - ให้ละเลงสีหลายๆ สี เป็นภาพตามที่ครูกำหนด

         - ให้หยดสีโปสเตอร์ หรือสีฝุ่นลงบนกระดาษเปียก

         - ให้เด็กเป่าสีบนกระดาษ

         - ให้เด็กทดลองผสมสีหลาย ๆ สีแล้วสังเกตการผสมผสานกันของสี

         - ให้ใช้สีย้อมผ้า สีด่างทับทิม โรยบนกระดานเปียก

         - ให้ใช้ลูกแก้วกลิ้งสีโปสเตอร์ที่หยดบนกระดาษที่อยู่ในถาดเอียงถาดไปมาให้ ลูกแล้วกลิ้งผ่านสีและผ่านแผ่นกระดาษ

4. การพิมพ์

         - ให้เด็กพิมพ์ภาพด้วยส่วนต่างๆ ของช่วงแขน

         - ให้เด็กพิมพ์ภาพด้วยวัสดุต่างๆ

         - ให้เด็กพิมพ์ภาพจากแม่พิมพ์ที่ครูทำ

         - ให้เด็กพิมพ์ภาพด้วยตรายางแล้วระบาย

         - ให้เด็กใช้กระดาษวางซ้อนวัสดุที่มีลายนูน แล้วใช้ดินสอดำหรือดินสอสีถู

 5. การปั้น

         - ให้เด็กเล่นดินน้ำมัน ดินเหนียว หรือแป้ง

         - ให้เด็กปั้นแป้งทำขนมง่ายๆ เช่น ขนมบัวลอยขนมกรอบเค็ม ฯลฯ

         - ให้ปั้นตามใจชอบเป็นรูปสัตว์ คน หรือสิ่งของเครื่องใช้

         - ให้เล่นก่อทราย

         - ให้ปั้นรูปทรงต่างๆ แล้วนํามาติดต่อกัน

         - ให้ปั้นตามเรื่องราวหรือนิทานที่ครูเล่า หรือเด็กแต่งเอง

6. การพับ ฉีก ตัด ปะ

         - ให้ฉีกหรือตัดกระดาษตามคําสั่งครู

         - ให้เด็กตัด หรือฉีกกระดาษ และปะลงบนกระดาษอีกแบบหนึ่ง อาจจัดให้เป็นเรื่องราวต่างๆ ที่ครูกําหนดให้ตามความคิดของเด็ก

         - ให้เด็กพับหรือม้วนกระดาษที่ต้องเป็นแถบยาวๆ เป็นวงกลมหนึ่งหรือรูปสี่เหลี่ยมต่างๆ แล้วนํารูปทรงต่างๆ มาประดิษฐ์เป็นรูปสัตว์ ดอกไม้และอื่นๆ ตามใจชอบ

         - ให้พับผ้าเช็ดหน้า ใบตอง ใบมะพร้าวง่ายๆ ตามใจชอบหรือตามแบบอย่าง

7. การประดิษฐ์

         - เด็กประดิษฐ์ภาพและเครื่องห้อยแขวนจากวัสดุต่างๆ

         - ให้ประดิษฐ์ของเล่นและของใช้ต่างๆ จากเศษวัสดุ

         - ให้ร้อยดอกไม้ ลูกปัด หรือวัสดุต่างๆ ก้านธูป ก้านมะพร้าว ลวด เชือก หรือด้าย

         - ให้เย็บหรือร้อยตามรอยปรุของรูปภาพ ผ้าเนื้อหยาบ หรือกระสอบด้วย เข็มใหญ่ๆ ปลายๆ

         - ให้ใช้กระดาษ ใบตอง ใบมะพร้าว สานหรือประดิษฐ์ของเล่น

 การจัดกิจกรรมที่เหมาะสมสำหรับเด็กอนุบาล

         ชัยณรงค์ เจริญพาณิชย์กุล (2532 : 7 - 15) ได้กล่าวว่าการจัดกิจกรรมที่เหมาะสมสำหรับเด็กอนุบาลนั้น มีอยู่มากมายสามารถแบ่งออก เป็นสาขาใหญ่ๆ ได้ 5 สาขาคือ

 1. กิจกรรมวาดเส้น

              กิจกรรมวาดเส้น มีจุดประสงค์ที่สำคัญ เพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา พื้นฐานสำคัญของการวาดเส้นของเด็กอยู่ที่ความสามารถในการควบคุมเส้น ให้เป็นไปตามที่เด็กต้องการ เด็กที่ไม่เคยฝึกการวาดเส้นมาก่อน จะไม่สามารถประสานสัมพันธ์ระหว่างประสาทตากับมือได้ดี ดังนั้นควรเปิดโอกาสให้เด็กทำงานตามสบาย จะวาดเส้นขนาดเล็กหรือใหญ่ วาดเป็นเรื่อง หรือไม่เป็นเรื่องก็ได้ ซึ่งอาจจะช่วยเด็กในเรื่องการแนะนำวัสดุอุปกรณ์นี้ ได้แก่ ดินสอสีดำ สีเทียน สีชอล์ค สีเมจิก ปากกาลูกลื่น ปากกาปลายสักหลาด และพู่กัน

2. กิจกรรมระบายสี

         กิจกรรมประเภทนี้มุ่งเน้นการส่งเสริมพัฒนาการทางกล้ามเนื้อมือกับสายตาได้เป็นอย่างดี การสอนระบายสีให้กับเด็ก ต้องคำนึงถึงอยู่เสมอว่า กิจกรรมนี้เป็นประสบการณ์ ใหม่สำหรับเด็ก ฉะนั้นเพื่อให้มีความละเอียด จึงต้องอธิบายวิธีการใช้สี การถือพู่กัน การจุ่มสีที่มากมาย การระบายสี และการล้างทำความสะอาด กิจกรรมที่ขาดไม่ได้ในกิจกรรมประเภทนี้ ได้แก่ กรเขียนภาพด้วยนิ้วมือ (Finger Painting) และสีที่นิยมใช้ในกิจกรรมระบายสี ได้แก่ สีฝุ่น สีโปสเตอร์ สีเทียนและสีเมจิก

 3. กิจกรรมภาพพิมพ์

         เด็กอนุบาลส่วนใหญ่จะชอบงานภาพพิมพ์มาก เพราะมีกิจกรรมหลายขั้นตอน น่าสนุก และเข้ากับวัยที่กำลังอยากรู้อยากเห็นของเด็ก การจัดกิจกรรมเกี่ยวกับภาพพิมพ์ จึงควรเริ่มต้นด้วยการจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เด็กได้เข้าใจเสียก่อนว่า ภาพพิมพ์คืออะไร เช่น ใช้สีโปสเตอร์ทาที่ด้านหลังของเศษวัสดุ แล้วนำมาประทับลงบนกระดาษ เนื่องจากกรรมวิธีทางภาพพิมพ์ มีหลายวิธี แต่ที่เหมาะสมสำหรับเด็กอนุบาล คือ การพิมพ์ภาพ จะได้ภาพพิมพ์เกิดขึ้นจากแม่พิมพ์นูน เช่น ใบไม้ ขนนก ลูกโป่ง ลูกกุญแจ ก้านไม้ขีด ฯลฯ เป็นต้น

 4. กิจกรรมประติมากรรม

         กิจกรรมที่เหมาะสมกับเด็กวัยนี้มากที่สุด จะเป็นงานดิน ได้แก่ การปั้นดิน โดยให้เด็กปั้นเป็นทรงกลม ปั้นม้วนยาวๆ เหมือนงู หรือปั้นอะไรก็ได้ตามใจชอบ หรือกดวัสดุต่างๆ ลงบนแผ่นดิน เช่น กดลูกกุญแจ กดเหรียญบาทหรือแผ่ดินเป็นแผ่นบางๆ แล้วขีดเขียนลงบนแผ่นดินนั้น การตัดแผ่นดินให้เป็นเส้นยาวๆ หลายๆ เส้น แล้วนำมาถักหรือสานเป็นตาข่าย สิ่งที่สำคัญคือ ไม่ควรแนะนำเด็กปั่นเป็นรูปต่างๆ ที่ต้องดูให้รู้เรื่อง เช่น วัว ควาย สุนัข แมว เพราะว่าไม่มีเด็กคนใดในวัยนี้สามารถปั้นตามคำบอกได้

 5. กิจกรรมประดิษฐ์ตกแต่ง

         งานประดิษฐ์ตกแต่งที่เหมาะสมสำหรับเด็กวัยอนุบาล มีไม่มากนัก ส่วนใหญ่เป็นการเก็บสิ่งของที่ใช้แล้ว เช่น หลอดด้าย กาบมะพร้าว กล่องกระดาษ แกนกระดาษชำระ อับยารองเท้าและกล่องไม้ขีดไฟนำมาประกอบเป็นสิ่งต่างๆ ตามที่ต้องการ เป้าหมายของงานประดิษฐ์ มิได้มุ่งให้เด็กแสดงออกทางศิลปะแต่เพียงอย่างเดียว แต่จะเน้นให้เด็กได้เรียนรู้การทำงาน ที่มีกระบวนการ หรือมีขั้นตอนด้วย

 6. กิจกรรมการฉีกและปะกระดาษ

กิจกรรมประเภทนี้นิยมให้เด็กวัยอนุบาลทำเพราะปลอดภัย เด็กจะฉีกกระดาษชิ้นเล็กชิ้นน้อย หรือพยายามฉีกตามรูปภาพในกระดาษ แล้วทากาวหรือแป้งเปียกลงบนกระดาษขาว กิจกรรมนี้ช่วยฝึกการบังคับนิ้วมือ และควบคุมความสัมพันธ์ระหว่างมือกับตาได้เป็นอย่างดี

7. กิจกรรมการพับกระดาษ

กิจกรรมการพับกระดาษในวัยเด็กอนุบาล ควรเป็นการพับอย่างง่ายๆ เช่น การพับรูปลี่เหลี่ยม ทำนก เรือ บ้าน ฯลฯ เป็นต้น จะไม่สอนให้พับซับซ้อนในวัยนี้ 

8. กิจกรรมการตัด

การตัดกระดาษจะเริ่มสอนได้ดีเด็กควรจะมีอายุ5 ขวบขึ้นไป เพราะต้องใช้สายตามาก การที่เด็กตัดกระดาษได้แสดงว่าเด็กควบคุมการใช้นิ้วมือได้ดี สิ่งที่สำคัญ คือ กรรไกรที่ให้เด็กใช้ต้องเป็นกรรไกรหัวป้าน

 9. กิจกรรมการเล่นสี

การเล่นสีมีหลายชนิด ตั้งแต่หยดสี เทสี เป่าสี การจัดกิจกรรมประเภทนี้สิ่งที่สำคัญ คือ ต้องเตรียมผสมสีให้กับเด็ก และใช้กระดาษขาว จะทำให้ภาพที่ได้มีความชัดเจน อีกครั้งควรหาผ้าพลาสติกไว้สำหรับให้เด็กใส่กันเปื้อน การจัดกิจกรรมประเภทนี้ต้องเตรียมผสมสีให้กับเด็ก และใช้กระดาษขาวจะทำให้ภาพได้มีความชัดผ้าพลาสติกไว้สำหรับให้เด็กใส่กันเปื้อน การจัดกิจกรรมประเภทนี้ ต้องทดลองเล่นสีได้อย่างเสรี และทดลองเล่นได้มากๆ

 ดังที่ได้กล่าวมาแล้วจะเห็นได้ว่า การจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ศิลปะมีประโยชน์มาก เป็นการสร้างเสริมพัฒนาการทุกๆ ด้าน ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคมและสติปัญหา ส่งเสริมการสร้างสรรค์ ทำให้เด็กรู้จักคิด จักทำ รู้จักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ มีความละเอียด ประณีตและมีความเป็นระเบียบเรียบร้อย สิ่งสำคัญยิ่งสำหรับการจัดกิจกรรมให้แก่เด็กวัยอนุบาลก็คือกิจกรรมต่างๆ ต้องคำนึงถึงตัวเด็ก พัฒนาการเด็กความต้องการและธรรมชาติของเด็ก การจัดกิจกรรมต้องสามารถยืดหยุ่นและเปิดโอกาสให้เด็กเลือกทำกิจกรรม ด้วยตนเองได้มากที่สุด

 ที่มา

เพิ่มศรี ชูวิเชียร. “พัฒนาด้านการเขียนของเด็กปฐมวัยโดยใช้ศิลปะการวาดภาพต่อเติมจากภาพ        พิมพ์” [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก :

http://thesis.swu.ac.th/swuthesis/Ear_Chi_Ed/Permsri_C.pdf?fbclid=IwAR1ZAkdf_HixXG12AdqkWMjmyqeOcQB8hptvMPMO3HAMY3V-PjcoVtpGRqs

สืบค้นวันที่ 22 กรกฎาคม 2564.

อโนชา ถิรธำรง. “การใช้รูปแบบกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์เพื่อการเรียนรู้ต่อการพัฒนาทักษะทาง        สังคมของเด็กปฐมวัย” [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก :   http://thesis.swu.ac.th/swuthesis/Ear_Chi_Ed/Anocha_T.pdf?fbclid=IwAR377SGeUGoyCl6cC3gevkbhaVh3_S5C5ldA8W_o8u62M6tWS-65VfOmasY

สืบค้นวันที่ 22 กรกฎาคม 2564.

อัมรัตน์ ตั้งพิทักษ์ไพบูลย์. “ประสิทธิผลของกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์โดยใช้เทคนิคการวาดรูประบาย    สีเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ในเด็กปฐมวัย” [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก :

http://ir-ithesis.swu.ac.th/dspace/bitstream/123456789/582/1/gs611130110.pdf

สืบค้นวันที่ 22 กรกฎาคม 2564.

 

วัสดุ อุปกรณ์ที่เกี่ยวกับการจัดกิจกรรมศิลปะสำหรับเด็กปฐมวัย

 

สมาชิกกลุ่ม

 

1.นางสาวสุพรรษา แซ่กัง รหัส 63121860106

2.นางสาวสุรษา แจ้งสว่าง รหัส 63121860107

3.นางสาวราตรี ชัยภูธร รหัส 63121860113

4.นางสาวกฤติยาภรณ์ สิทธิโคตร รหัส 63121860205

5.นางสาวอฐิชญาพร แดงบุตร รหัส 63121860220

6.นางสาวสุภารัตน์ สาแก้ว รหัส 63121860221

7.นางสาวธัญชนก อำภา รหัส 63121860224

เค้าโครงเนื้อหาที่นำเสนอ

-               บทนำ

วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในงานศิลปะ

การเลือกวัสดุเหลือใช้วัสดุท้องถิ่นและเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในกิจกรรมศิลปะ

ศิลปะกับเทคโนโลยีดิจิทัล

          ศิลปะดิจิทัล สื่อศิลปะยุคใหม่ ก้าวไกลด้วยเทคโนโลยี

ศิลปะกับภูมิปัญญาท้องถิ่น

          รูปแบบงานศิลปะในท้องถิ่น

รูปแบบงานศิลปะในเทคโนโลยีดิจิทัล

          การสร้างสรรค์งานศิลปะดิจิทัล

-               บทสรุป

-               คำถาม

 

บทนำ

          วัสดุอุปกรณ์ในการจัดกิจกรรมสำหรับเด็กปฐมวัยเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้สอนต้องคำนึงถึงความปลอดภัย ซึ่งการเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ไม่จำเป็นต้องมีราคาแพง แต่เป็นการเลือกใช้ที่ทำให้เกิดประโยชน์และหาง่ายตามท้องถิ่นทั่วไปสามารถใช้แทนกันได้ ในปัจจุบันเทคโนโลยีมีการพัฒนาไปแพร่หลายผู้สอนสามารถนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาจัดกิจกรรมศิลปะสำหรับเด็กปฐมวัยได้

 

วัสดุ อุปกรณ์ การนำภูมิปัญญาวัสดุท้องถิ่นและเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในงานศิลปะ

วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในงานศิลปะ

     ในการเลือกวัสดุอุปกรณ์ ที่ใช้ในงานศิลปะ ครูควรศึกษาคุณสมบัติและประเภทของวัสดอุปกรณ์ ในการใช้ที่เหมาะสม จำเป็นในการสร้างสรรค์เพื่อให้เด็กเรียนรู้วิธีการใช้วัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆได้อย่างเหมาะสมถูกวิธี ซึ่งวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในงานศิลปะมีหลายประเภท โดยแบ่งออกเป็นประเภทที่เป็นวัสดุ คือ สิ่งที่ใช้แล้วหมดไป หรือเสื่อมสภาพ บางอย่างไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้อีก เช่น สีน้ำกระดาษ กาว สีไม้ เป็นต้น

     อุปกรณ์ คือ สิ่งที่ใช้แล้วไม่หมดไป สามารถนำกลับมาใช้ได้อีก เช่น กรรไกรพู่กัน จานสี เป็นต้น วัสดุอุปกรณ์ที่นำมาใช้สำหรับงานศิลปะ มีดังนี้ (สรวงพร กุศลส่ง,2553: 28-36)   

1. กระดาษประเภทต่าง ๆ

เลือกชนิดหนาปานกลาง หากเป็นงานตัดควรเลือกชนิดบาง เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีชนิดที่มีสีหน้าเดียวและ สองหน้าอีกด้วย การเลือกกระดาษมาใช้กับงานศิลปะเด็กไม่ควรเลือกสีสะท้อนแสงจะเป็นอันตรายต่อสายตาของเด็กได้ และกระดาษที่ใช้ในงานฉีกปะก็ไม่ควรใช้ชนิดหนาหรือเหนียว เพราะจะลำบากในการฉีกส่งผลต่ออารมณ์ในการทำงานของเด็ก โดยกระดาษที่เหมาะสมในการนำมาใช้มีดังนี้

1.1กระดาษวาดเขียน มีทั้งแบบเรียบสองด้าน และแบบด้านหนึ่งเรียบอีกด้านหนึ่งหยาบซึ่งแบบนี้เหมาะกับการใช้ในการวาดภาพสีน้ำเพื่อไม่ให้สีไหลออกจากบริเวณที่ระบาย กระดาษวาด เขียน มีขนาดความหนาเรียกเป็นปอนด์ มีตั้งแต่ 60 ปอนด์ 80 ปอนด์ และ 100 ปอนด์

1.2 กระดาษปรู๊ฟ  เป็นกระดาษที่มีการนำเยื่อของกระดาษที่ใช้แล้วมาผสม จึงมีส่วนผสมของเยื่อบดที่มีเส้นใยสั้น กระดาษปรู๊ฟมีน้ำหนักเบาเพียง 40 – 52 กรัม/ตารางเมตร มีสีอมเหลืองราคาไม่แพงแต่ความแข็งแรงน้อย ซึมน้ำได้ง่าย เหมาะสำหรับงานพิมพ์หนังสือพิมพ์ และเอกสารที่ไม่ต้องการคุณภาพมาก นิยมนำมาให้เด็กวาดภาพอิสระ โดยติดไว้ที่ผนังห้อง


1.3 กระดาษโปสเตอร์สี  มี 2 ชนิด คือ ชนิดหนาและชนิดบาง โดยมีสีให้เลือกหลากหลายตามความต้องการ เหมาะสำหรับการผลิตสื่อการสอนและการจัดป้ายนิเทศ เป็นต้น


         1.4 กระดาษย่น  มี 2 ชนิด คือชนิด 2 ชั้นและชั้นเดียว มีลักษณะยืดหยุ่นได้เหมาะสำหรับงาน            ประดิษฐ์เป็นดอกไม้หรือตุ๊กตา

1.5 กระดาษสา มีทั้งชนิดหนาและชนิดบาง มีลักษณะที่ผลิตจากเส้นใยจากพืชต้นสาเลือกใช้ได้ทั้งแบบผลิตจากเครื่องและแบบผลิตจากธรรมชาติ โดยจะมีความหนา และผิวขรุขระมากกว่า ชนิดที่ผลิตจากเครื่อง สามารถนำมาใช้กับงานศิลปะได้หลากหลายและนำมาผลิตสื่อได้อย่างสวยงาม

1.6 กระดาษหนังสือพิมพ์  ทำจากเยื่อไม้ราคาถูก คุณภาพต่ำ เมื่อเก็บไว้นาน ๆ จะเปลี่ยนจากสีขาวหม่นเป็นสีเหลือง นิยมพิมพ์เป็นเอกสาร


2.สี สีมีความสำคัญต่อการสร้างสรรค์งานศิลปะ สีมีหลายชนิดหลายลักษณะที่แตกต่างกันสามารถเลือกได้ตามความต้องการของงานแต่ละประเภท สีมีลักษณะทั้งชนิดเป็นครีม เป็นน้ำเป็นผงเป็นแท่ง บางชนิดอาจใช้ผสมกับน้ำหรือผสมกับน้ำมัน โดยแบ่งเป็น 2 ประเภทดังนี้

          2.1 สีวิทยาศาสตร์ หมายถึง สีสังเคราะห์ที่มีส่วนผสมของสารเคมี แป้ง น้ำมัน วัสดุที่ทำให้เกิด ลักษณะที่แตกต่างกัน เพื่อให้เหมาะสมกับงานแต่ละประเภท ซึ่งสีแต่ละประเภทสามารถนำไปใช้งานได้ ดังนี้

       2.1.1 สีน้ำ(หลอด) ส่วนใหญ่มี 12 สีสำหรับใช้กับการวาดภาพของเด็ก

      

       2.1.2 สีฝุ่น มีลักษณะเป็นผงนำมาผสมกับน้ำดีกาวน้ำ ใช้ส่วนผสมทั้ง 3 ส่วนต่อน้ำ 1 ส่วน ถ้าข้นไปให้เติมน้ำเพื่อให้ระบายหรือวาดได้ โดยใช้อุปกรณ์พู่กันในการระบายสี ประโยชน์ของสีฝุ่นคือ ราคาถูก หาซื้อได้ง่าย

          2.1.3 สีเทียน ลักษณะเป็นแท่งมีหากสีให้เลือกใช้ ส่วนของแท่งสีหุ้มด้วยกระดาษ  เพื่อสะดวกในการใช้งาน เด็กควรใช้สีเทียนแท่งใหญ่ สามารถที่จะนำมา วาดลงบนกระดาษ

วาดเขียนได้

              2.1.4 สีชอล์ค มีลักษณะเป็นผงชอล์กอัดแท่ง มีส่วนผสมของน้ำมัน 

เหมาะสำหรับเด็กปฐมวัย 


        2.1.5 สีไม้ ส้ดินสอสีไม้เป็นสีต่าง ๆ หลายสี ปัจจุบันมีให้เลือกทั้งแบบสีไม้ธรรมดา

        และสีไม้แบบระบายน้ำ มีทั้งแบบแท่งเล็กและแท่งใหญ่


      2.1.6 สีผสมอาหาร มี 2 ชนิด คือ ชนิดที่เป็นผงและชนิดที่เป็นน้ำ สามารถนำมาผสม

           กับน้ำหรือกาวน้ำ เพื่อใช้กับงานศิลปะของเด็กปฐมวัยได้ เพราะไม่มีอันตราย

          2.2 สีธรรมชาติ หมายถึง สีที่ได้จากพืชหรือสัตว์ที่สามารถให้สีตามธรรมชาติ เพื่อนำมาใช้

ประโยชน์ทางงานศิลปะ ซึ่งสามารถนำมาใช้ได้หลายชนิด ดังนี้

                     2.2.1 สีเหลือง ด้จาก ขมิ้น ไพล ดอกบานบุรี ดอกสุพรรณิการ์

                              
2.2.2 สีน้ำเงิน ได้จากครามย้อมผ้า หรือผงคราม ลูกหมึก และดอก 
                   อัญชัน

                     2.2.3 สีน้ำตาล ได้จาก ดินลูกรัง(ป่นละเอียดผสมน้ำยางไม้บางประเภท ไพลผสมปูนแดง

                      2.2.4 สีเขียว ได้จาก ใบเตย ใบตำลึง ใบพู่ระหง ใบย่านาง

                     2.2.5 สีแดง ได้จาก ปูนแดง หมึกแดง ยาแดง ยาอุทัยทิพย์ ดอกกระเจี๊ยบ

          สีเป็นวัสดุหลักที่ใช้ในการสร้างสรรค์งานศิลปะ ช่วยสร้างสีสันและกระตุ้นจินตนาการ และเป็นการเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ ๆ สำหรับเด็ก จากสีที่มาจากแหล่งเรียนรู้ สีที่นำมาให้เด็กได้ใช้ควรเป็นทั้งสีที่สังเคราะห์ขึ้น คือ วิทยาศาสตร์ ซึ่งมีหลายชนิด คุณลักษณะก็แตกต่างกันไปสามารถเลือกได้ตามลักษณะของงานศิลปะที่ใช้ และยังมีสีที่ได้จากธรรมชาติ คือจากสีพืช และจากสิ่งแวดล้อม เช่น หิน ดิน ซึ่งถือเป็นสีที่หาได้ง่ายและปลอดภัยและนิยมน ามาใช้ในสถานศึกษาอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน


3. ประเภทกาว

          กาว เป็นวัสดุสำหรับการยึดติดงานศิลปะให้สมบูรณ์ในการประกอบเป็นชิ้นงาน อาจใช้เพื่อ เป็นการผสมในส่วนผสมของชิ้นงาน หรือใช้เป็นวัสดุในการปะติด

          3.1 กาวน้ำ ทำจากยางกระถิน จะมีขายสำเร็จเป็นขวด มีลักษณะใสและเหนียว สำหรับใช้

ผสมกับสีฝุ่น หรือสีโปสเตอร์ในการสร้างภาพ หรือใช้ในการติดกิจกรรมการโรยทราย

          3.2 กาวลาเท็กซ์ เป็นกาวที่มีลักษณะขุ่น เหนียว ใช้ได้กับทุกชิ้นงาน สามารถใช้ได้กับวัสดุ

ที่เป็นกระดาษ พลาสติก และไม้ได้เป็นอย่างดี ไม่เลอะเทอะ

          3.3 แป้งเปียก สำหรับใช้ผสมสี ขี้เลื่อย เพื่อติดท าหุ่น หรือหน้ากาก งานเปเปอร์อาร์ตที่ต้อง ใช้กาวติดยึดกระดาษที่ซ้อนกันหลายชั้น เพื่อให้เกิดความหนา สามารถทำได้เองโดยใช้แป้งมัน 1ถ้วย ต่อน้ำ 3 ถ้วย ละลายตั้งไฟ กวนให้สุก

งานศิลปะหลายแขน มีการเลือกใช้กาวในการสร้างสรรค์งาน เช่น งานประติมากรรมงานปั้น หรืองานศิลปะประดิษฐ์ อาจต้องนำกาวมาเป็นตัวประสาน ประกอบให้งานมีรูปทรงตาม ต้องการโดยเลือกให้เหมาะสมกับวัสดุแต่ละชนิด ถ้าต้องการสร้างภาพพิมพ์และให้สีเกาะบนกระดาษใส่กาวน้ำเป็นส่วนผสมในสี เช่นเดียวกับการสร้างงาน ฉีก ตัด ปะ หรืองานประดิษฐ์ก็ต้องนำกาวมาช่วยในการยึดติดวัสดุต่าง ๆ จะทำให้งานเสร็จสมบูรณ์ได้

 4. เทปกาว

          4.1 เทปใส มีหลายขนาดใช้ในการติดภาพ เหมาะกับวัสดุที่เป็นกระดาษ 

          4.2 เทปผ้า ใช้สำหรับหุ้มปกสมุดงานหรือเล่มหนังสือ

          4.3 เทปโฟมสองหน้า ใช้สำหรับการติดที่ต้องการให้วัสดุเกาะแน่นกับผนัง

5. กรรไกร

          5.1 กรรไกรธรรมดา ใช้สำหรับการตัดวัสดุทั้งผ้า กระดาษ พลาสติก ควรเลือกให้มีขนาด

เหมาะสมกับงาน

          5.2 กรรไกรซิกแซกลวดลาย มีลายให้เลือกใช้หลายแบบเพื่อใช้ตกแต่งตัวอักษร หรือกรอบของภาพให้สวยงามเพื่อตกแต่งงานป้ายนิเทศทั้งนี้กรรไกรเป็นอุปกรณ์ที่เด็กชอบมากชนิดหนึ่ง กรรไกรที่จะนำมาให้เด็กใช้จะต้องเป็นกรรไกรปลายมน มีขนาดพอเหมาะกับมือเด็ก ไม่ทื่อ ง้างออกไม่ยาก หรือหลวมจนกระทั่งใช้ตัดกระดาษไม่ออก ผู้สอนจะต้องสำรวจกรรไกรทุกเล่มก่อนให้เด็กใช้ เพราะถ้าเด็กพบความบกพร่อง ดังกล่าวข้างต้นแล้ว ก็จะทำให้เด็กคับข้องใจ ไม่อยากท างานศิลปะที่มีกรรไกรเป็นเครื่องมือประกอบทั้งจะต้องตกลงกับเด็กถึงขอบข่ายการใช้กรรไกรให้ดี เพราะบางคนอาจจะนำไปตัดผม หรือเสื้อผ้าของเพื่อนได้ เด็กที่ถนัดมือซ้ายก็ควรมีกรรไกรสำหรับมือซ้ายให้เขาด้วยเช่นกัน (สิริพรรณ ตันติรัตน์ไพศาล, 2545: 52)

 

6. ไม้บรรทัด

     ไม้บรรทัด เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการวัดตำแหน่งของวัสดุ หรือวัดเพื่อกำหนดขนาดของตัวอักษร

7. จํานวนจานสี

                 เป็นอุปกรณ์ที่ใช้กับสีน้ำ เพื่อผสมสี

8. พู่กัน

          พู่กัน เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการวาดภาพด้วยสีน้ำสำหรับเด็กปฐมวัยนิยมใช้พู่กันเบอร์ 11 ทั้งแบบ พู่กันแบน หรือพู่กันกลม เด็กควรเลือกใช้พู่กันในการวาดภาพส่วนต่าง ๆ ครูอาจเตรียมอุปกรณ์

อื่นไว้ให้เด็กใช้แทนพู่กันได้ เช่น ผู้พันจากฟองน้ำ หรือพู่กันจากขนนก เป็นต้น

9. กระดานตั้งสำหรับวาดภาพ

          กระดานตั้งสำหรับวาดภาพ ที่มีกระบะด้านล่างในการรองรับอุปกรณ์ในการใส่สีและผู้กัน

ควรมีความสูงที่เหมาะสมกับเด็กปฐมวัยที่สามารถยืนวาดภาพได้สะดวก

10. ผ้ากันเปื้อนพลาสติก

          ผ้ากันเปื้อนพลาสติก สำหรับให้เด็กสวมใส่ก่อนเล่นวาดภาพสีน้ำ เพื่อป้องกันสีเปื้อน

เสื้อผ้า

11. ที่เก็บผลงาน

          ที่เก็บผลงาน ควรจัดเตรียมสถานที่เพื่อแขวนผลงานให้สีแห้งก่อนน ามาเก็บใส่แฟ้ม หรือ

จัดแสดงบนป้ายนิเทศ

         สรุปได้ว่า การสร้างงานศิลปะต้องใช้วัสดุหรืออุปกรณ์อีกหลายชนิดในการสร้างสรรค์งาน เช่น

เทปกาว กรรไกร ไม้บรรทัด จานสี พู่กัน กระดานตั้งสำหรับวาดภาพ ฯลฯ เป็นสิ่งที่มีส่วนให้งานทีสร้างสรรค์ เสร็จสมบูรณ์ยิ่งขึ้น การสร้างสรรค์งานศิลปะหลายแขนงจึงมีความจำเป็นในการเลือกใช้

วัสดุและอุปกรณ์อีกหลายประเภทที่มีส่วนในการสร้างงานให้สวยงามประณีตได้

การเลือกวัสดุเหลือใช้วัสดุท้องถิ่นและเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในกิจกรรมศิลปะ

ก่อนการจัดกิจกรรมศิลปะครูสามารถวางแผนในการจัดหาวัสดุเพื่อใช้ในการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ โดยอาจแยกได้ดังต่อไปนี้(วิบูลลักษณ์ สารจิตร2548: 219)

     1. เครื่องใช้สำนักงาน ได้แก่ หนังสือพิมพ์ริบบิ้น แกนกระดาษทิชชู โบชัวร์โฆษณาสินค้า กระดาษปฏิทินที่ไม่ใช้แล้วปากกา กระดาษปอนด์ เป็นต้น

     2. วัสดุและเครื่องใช้ในบ้าน ได้แก่เสื้อผ้าที่ไม่ใช้แล้ว หรือเศษผ้า ของใช้ที่ชำรุด ตะกร้า กระจาด เศษโลหะ ถ้วยไอศกรีมมะกะโรนี ฟองน้ำ ขวดชนิดต่าง ๆ เช่น ขวดแชมพู ขวดน้ำหอม ขวดน้ำเปล่า ขวดซอส ขวดน้ำหวานขวดน้ำยาล้างจาน ขวดครีมทาผิว หรือกระปุกครีมทาหน้า ขวดเครื่องสำอาง กล่องขนมกล่องผลิตภัณฑ์ประเภทต่าง ๆ เช่น ประเภทที่ทำจากโฟม กล่องประเภทที่ทำจากกระดาษกล่องประเภทพลาสติก ถุงผ้า ถุงหรือกระเป๋าจากหนังสัตว์ สิ่งที่เหลือจากการรับประทานอาหาร เช่น เปลือกหอยกระดูก เปลือกไข่ ก้างปลา กระดองปู เปลือกผลไม้ เป็นต้น

     3. ก้อนหิน ได้ แก่ หิน ทราย กรวด เป็นต้น

     4. จากสัตว์ เช่น ขนไก่ รังไหม เกล็ดปลา เปลือกหอย ขนเป็ด เป็นต้น

5. จากพืช ได้แก่เมล็ดแตงโม ลูกสน เมล็ดมะก่ำตาหนู เม็ดลำไย เม็ดทุเรียน เม็ดยาง เม็ดมะขาม เปลือกข้าวโพด เปลือกต้นไม้ ลูกเนียง เปลือกถั่วลิสง กาบมะพร้าว กิ่งไม้ รากไม้ ต้นไม้ต่าง ๆ เถาวัลย์ ย่านลิเพา เครือไม้ เป็นต้น

     นอกจากนี้ สมจินต์ มนูญศิลป์ (2543: 2) ยังได้อธิบายว่า ในการเลือกวัสดุเหลือใช้จากธรรมชาติ ควรพิจารณาก่อนที่จะนำมาใช้ เพราะวัสดุบางชนิดอาจเป็นอันตลายได้ จึงจำเป็นจะต้องศึกษาก่อนนำไปใช้์ โดยจะแบ่งวัสดุเหลือใช้ออกเป็น 3 ประเภทดังนี้

                      ประเภทที่  วัสดุที่ได้จากของเหลือใช้ในชีวิตประจำวันทุกๆวันเศษวัสดุที่เหลือจากการใช้ในชีวิตประจำมีมากมาย เช่น กล่องยาสีฟัน กล่องสบู่ ขวดพลาสติก กล่องกระดาษต่างๆ เป็นต้น

                      ประเภทที่ 2 วัสดุที่เหลือใช้ที่ได้จากทรัพยากรธรรมชาติทั้งที่มีอยู่ในบ้านและนอกบ้าน  โดยทั่วไป อาจเก็บมาจากการไปทัศนาจร ท่องเที่ยว หรือเก็บไว้ตามฤดุการให้ผลิต เช่น เปลือกหอย ก้อนหิน ขนสัตว์ เมล็ดพืชต่าง ๆ

                      ประเภทที่ 3 วัสดุที่เหลือใช้จากโรงงานอุตสาหกรรมวัสดุที่เหลือใช้เหล่านี้สามารถนำมาประดิษฐ์เป็นสิ่งของได้ เช่น แกนหลอดด้ายขนาดและประเภทต่าง ๆ กระดาษลัง แผ่นพลาสติก เศษผ้า เป็นต้น

ศิลปะกับเทคโนโลยีดิจิทัล

ศิลปะดิจิทัล สื่อศิลปะยุคใหม่ ก้าวไกลด้วยเทคโนโลยี

       ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วนั้น ทำให้ระบบอานาล็อกที่ถูกใช้กันมาจนถึงปัจจุบันถูกพัฒนาไปอย่างต่อเนื่องจนเป็นระบบดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็น เพลง หนังสือหรือตำรา นอกจากนี้ในโลกของ ศิลปะดิจิทัล ก็ถูกนำมาใช้ด้วยเช่นกัน ความหมายพื้นฐานของ ศิลปะดิจิทัล คือศิลปะที่ถูกสร้างขึ้นโดยสื่อดิจิทัล อย่างเช่นภาพกราฟิก ภาพประกอบ ภาพยนตร์ซึ่งถูกสร้างขึ้นด้วยรากฐานจากดิจิทัล นอกจากนี้ยังมีการนำอุปกรณ์ดิจิทัลและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์มาใช้ทำศิลปะดิจิทัลทั่วไปอีกด้วย

          สื่อศิลปะที่มีปฏิสัมพันธ์การมีปฏิสัมพันธ์เกิดขึ้นได้จากผู้ดูผลงานศิลปะ กับตัวงานศิลปะ ที่ผู้สร้างผลงานต้องการจะสื่อสารให้กับผู้ดู เช่น ผลงานจิตรกรรมหรือประติมากรรมสามารถทำให้เกิดอารมณ์สุนทรียะ ความรู้สึกกับผู้ดูตามที่ศิลปินต้องการสื่อสาร เกิดความสะเทือนใจ สะกิดใจ หรือเกิดคำถามต่อผู้ดูได้ เพราะตัวผลงานที่มีความแตกต่างกัน อาจจะกระตุ้นให้เกิดอารมณ์ความรู้สึกได้ต่างกัน อย่างไรก็ตาม ในการสร้างสรรค์สื่อศิลปะแบบประเพณีนั้นไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงตัวมันเองได้ระหว่างที่มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ดูงานกับตัวผลงาน

          ผลงานส่วนใหญ่ที่ถูกสร้างขึ้นบนคอมพิวเตอร์นั้น จะจัดอยู่ในหมวดหมู่ของผลงานศิลปะดิจิทัล อย่างเช่นการ์ตูนอานิเมะ3มิติ การสร้างแบบจำลอง3มิติ ภาพกราฟฟิกหรือรูปภาพที่เขียนด้วยคอมพิวเตอร์ เป็นศิลปะแบบใหม่ที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยเทคโนโลยีดิจิทัล

ศิลปะกับภูมิปัญญาท้องถิ่น

ศิลปะ (Art) มีความหมายที่สำคัญยิ่งกับชีวิตของมนุษย์ได้มีผู้ให้คำจำกัดความเอาไว้หลายอย่าง แต่โดยสรุป ศิลปะคือผลงานที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์เพื่อประโยชน์และความงาม คำว่าประโยชน์เป็นคำที่กว้างและคำว่าศิลปะก็สามารถที่จะครอบคลุมคำ ๆ นี้ได้จริง ๆเพราะว่าในชีวิตของมนุษย์เราเกี่ยวข้องอยู่กับศิลปะตลอดเวลาตั้งแต่ตื่นลืมตาขึ้นจนถึงวันที่ดวงตาทั้งข้างต้องหลับสนิทความงดงามที่ปรากฏขึ้นได้ในโลกนี้ส่วนแล้วแต่มีที่มาจากความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ถึงแม้ว่าในยุคนี้จะไม่มีผู้คนจำนวนหมื่นแสนคนมารวมพลังกันสร้างสรรค์สิ่งมหัศจรรย์ให้ตื่นตาและเพิ่มศรัทธาได้อย่างในอดีตก็ตามแต่เราก็ยังมีสิ่งที่ยิ่งใหญ่ฝังลึกอยู่ในหัวใจของกลุ่มคนตามท้องถิ่นต่างๆ ในสังคมน้อยใหญ่อีกเป็นจำนวนมากในเรื่องของขนาดใหญ่โตมโหฬารอาจจะไม่มีให้เห็นอีกหรืออาจจะมีก็ได้ แต่ในความประทับใจ (สุมทรียะ) น่าจะยังคงมีต่อไป

ภูมิปัญญาท้องถิ่น (Wisdom) เป็นความรู้ที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษได้แก่จากคนรุ่นหนึ่งส่งมายังคนอีกรุ่นหนึ่งเป็นทอด ๆ กันมาเช่นคนรุ่นปู่สอนความรู้ในเรื่องอาชีพของตนให้กับลูก (รุ่นพ่อ)และพ่อสอนความรู้ให้กับลูก (รุ่นปัจจุบัน)ด้วยการสั่งสมความรู้ที่อาจจะมาจากความใกล้ชิด อยู่ในครอบครัวเดียวกันได้เห็นแบบอย่างและได้ร่วมปฏิบัติงานตามวิถีชีวิต จึงเป็นการสั่งสม(สะสม) หรือรวบรวมเอาเข้าไว้ในชีวิตของคน ๆ หนึ่งอย่างช้าๆและอย่างต่อเนื่อง และที่น่าภาคภูมิใจกับคนไทยก็คือบ้านเรามีผู้ที่ทรงคุณค่าทางความรู้ในเรื่องต่าง ๆเฉพาะทางอยู่เป็นจำนวนมาก รอคอยให้ลูก หลาน เหลน โหลนเข้ามาศึกษาหัวใจคนไทยคิดอย่างไรคงไม่อาจจะทายใจได้เพียงแต่คิดเสียดายความมีเสน่ห์แห่งปัญญาที่หลายด้านสูญหายไปจากแผ่นดินของเรานานแล้วและกำลังมีอีกหลายอย่างที่จะทยอยจากเราไปเพราะไม่มีคนไปรับการสืบทอดและขาดการเหลียวแล

รูปแบบงานศิลปะในท้องถิ่น

     งานศิลปะในแต่ละท้องถิ่น จะมีลักษณะที่แตกต่างกันไปตามวัฒนธรรมประเพณีและความเป็นอยู่ของผู้คนในท้อง ถิ่นนั้น ๆ และมมีรูปแบบต่าง ๆ เช่น งานปั้น งานแกะสลัก งานเขียนภาพ เป็นต้น

     1. งานปั้น เป็นผลงานศิลปะท้องถิ่นที่เราสามารถพบเห็นได้ทั่วไป โดยเฉพาะในวัดและในสถานที่สำคัญของแต่ละท้องถิ่นนั้น ผลงานปั้นของบางท้องถิ่นสามารถสร้างชื่อเสียงจนเป็นที่รู้จักกันทั่วไป เช่น เครื่องปั้นดินเผาของ อ.ด่านเกวียน จ.นครราชสีมา เครื่องปั้นดินเผา ที่เกาะเกร็ด จ. นนทบุรี

2. งานแกะสลัก งานแกะสลักที่พบในแต่ละท้องถิ่นจะมีความงดงามแตกต่างกัน ซึ่งงานศิลปะประเภทนี้มักอยู่ในพวกของประดับตกแต่ง ของใช้ และสถานที่บางแห่ง เช่น วัด บ้านเรือน เป็นต้น

3. งานเขียนภาพ งานศิลปะประเภทนี้มีอยู่มากมายในท้องถิ่น เช่น ภาพเขียนผนังในวัด ซึ่งแสดงลวดลายและเล่าเรื่องในท้องถิ่นนั้น งานเขียนภาพบางท้องถิ่นสามารถชื่อเสียงให้กับท้องถิ่นจนเป็นที่รู้จักกันทั่วไป

 4. งานจักสาน เป็นงานศิลปะที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถของผู้คนในท้องถิ่นในการนำวัสดุ ต่าง ๆ มาทำเป็นเครื่องจักสานต่าง ๆ ซึ่งแต่ละท้องถิ่นจะมีลักษณะและมีความสวยงามแตกต่างกันไป

     นอกจากนี้ ยังมีงานศิลปะประเภทอื่น ๆ ซึ่งในแต่ละท้องถิ่นจะแตกต่างกันไป เราจึงควรภูมิใจในผลงานศิลปะของท้องถิ่นตนเอง รวมทั้งถ้ามีโอกาสควรช่วยกันสืบทอดให้อยู่คู่ท้องถิ่นของตนตลอดไป

รูปแบบงานศิลปะในเทคโนโลยีดิจิทัล

การสร้างสรรค์งานศิลปะดิจิทัล

          ดิจิทัลมีเดียนี้เป็นการสร้างสรรค์บนพื้นฐานหลักการของศิลปะ การออกแบบ และการรับรู้ทางสายตา โดยมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องขององค์ประกอบศิลปะ การสร้างความเป็นเอกภาพ ความกลมกลืน สมดุล การซ้ำและจังหวะ การเน้น และการสร้างจุดสนใจ มุมมองทัศนียภาพ และหลักการทางทฤษฎีพื้นและภาพ ทฤษฎีการรับรู้

การผลิตสื่อดิจิทัลและขั้นตอนการสร้างสรรค์นั้น คอมพิวเตอร์ โปรแกรมที่นำมาเป็นเครื่องมือในการสร้างสรรค์ ภาพ เสียง วิดีโอ เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ผู้เรียนได้ดึงศักยภาพของตนเองในด้านความคิดสร้างสรรค์ให้ปรากฏเป็นรูปธรรม การสร้างสรรค์งานศิลปะดิจิทัลด้วยคอมพิวเตอร์ อาจจะไม่ได้ใช้ดินสอ หรือพู่กันในการวาดภาพ ผู้ใช้อาจจะเขียนเส้นโค้ง หรือวงกลมไม่สวย และไม่ต้องกังวลเพราะเครื่องมือในโปรแกรมสามารถช่วยให้ทำงานได้ง่ายขึ้นรวดเร็ว แก้ไขได้ไม่จำกัด แต่ดิจิทัลอาร์ตก็ไม่สามารถที่จะแยกเรื่องของพื้นฐานทางศิลปะ ความรู้เรื่องของสุนทรียภาพ รวมถึงหลักการออกแบบด้วย เพราะมีความสำคัญทั้งสองด้าน ความเข้าใจทางด้านหลักการสร้างสรรค์งานศิลปะเป็นอย่างดี และทักษะทางศิลปะจะช่วยให้การทำงาน สร้างสรรค์ดิจิทัลอาร์ตเป็นไปได้ด้วยดี ความเข้าใจเรื่องแนวคิดของเครื่องมือและการรับรู้ของมนุษย์จะช่วยให้การสร้างสรรค์สามารถมีผลกระทบต่อผู้รับได้ดีขึ้นอีกด้วย

บทสรุป

          วัสอุกรณ์ในการจัดกิจกรรมสำหรับเด็กปฐมวัย ครูคววรศึกษาคุณสมบัติ และประเภทของวัสดุอุปกรณ์ ในการใช้ที่เหมาะสมกับเด็ก วัสดุงานศิลปะมีหลายประเภท โดยยแบ่งออกเป็นประเภทที่เป็นวัสดุ คือ สิ่งที่ใช้แล้วหมดไป หรือ เสื่อมสภาพ บางอย่างไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้

          การนำศิลปะดิจิทัลใช้เป็นสื่อศิลปะยุคใหม่ โดยพัฒนาจากระบบเทคโนโลยี ที่ช่วยพัฒนาความเจริญก้าวหน้าของดิจิทัล ในปัจจุบันศิลปะดิจิทัลจัดอยู่ในหมวดของผลงานศิลปะดิจิทัล เช่น ภาพกราฟิก ภาพปรบ ภาพยนตร์ เป็นต้น ศิลปะดิจิทัลขึงเป็นสื่อใหม่ที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยรากฐานของเทคโนโลยี

          ศิลปะกับภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นศิลปะที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตของคนเรามาแต่เล็กจนโต หรือ การได้รับความรู้ถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ ได้แก่จากคนรุ่นหนึ่ง ส่งมายังคนรุ่นหนึ่งเป้นทอดๆ ให้สร้างสรรค์ ผลงานที่น่าตื่นตา ตื่นใจ และกระจายอยู่ในท้องถิ่น ให้สังคมได้เห็น เป็นความงามที่ฝังลึกอยู่ในจิตใจของกลุ่มคนในท้องถิ่นนั้น ๆ ศิลปะภูมิปัญญาท้องถิ่นจึงควรได้รับการสืบทอดให้ยังอยู่เป็นความงามของคนไทยต่อไป

          ดังนั้นการจัดกิจกรรมศิลปะให้เด็กปฐมวัย จึงมีความสำคัญมากที่ครูควรจัดกิจกรรม พัฒนาให้เด็กมีความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ และควรนำเอาเทคโนโลยีมาเป็นสื่อการจัดกิจกรรม เพื่อให้เด็กเรียนรู้ได้อย่างกว้างขวาง ทันโลก เหมาะสมกับพัฒนาการ ให้เด็กได้มีโอกาศแสดงออกจาความคิดเพื่อเป็นการพัฒนาทักษะทางด้านการคิดที่ดีให้กับเด็ก ถือเป็นการปลูกฝังความงาม ในด้านศิลปะให้ฝังอยู่ในจิตใจตั้งแต่ยังเล็ก เพื่อหวังว่าเด็กเหล่านี้จะสามารถสืบทอดความงามอย่างสร้างสรรค์ให้แก่สังคมโลกได้เห็นถึงความเป็นไทย

 

คำถาม

1.       ข้อสงสัย : หากไม่มีสีผสมอาหาร เราสามารถก็ไม่อาจจัดกิจกรรมวาดภาพด้วยสีน้ำได้ ใช่หรือไม่

 ตอบ ไม่ใช่ แทนที่จะใช้สีฝุ่นก็อาจเลือกวัสดุอย่างอื่นมาทดแทนได้ สีจากธรรมชาติ ที่มีสามารถ หาได้จากท้องถิ่น และประหยัดต่อการซื้อสี เช่น สีแสด ดินแดงละลายนํ้า สีแดง จากผลกระเจี๊ยบ สีเขียว จากใบไม้ ใบเตย สีม่วง ใบตำลึงหรือผักปลัง ฯลฯ

2.       ข้อสงสัย : หากวัสดุอุปกรณ์ไม่ครบตามจำนวน เด็ก จำเป็นหรือไม่ที่คุณครูต้องหาวัสดุให้ครบจำนวนเด็ก ไม่ว่าอุปกรณ์เครื่องใช้ เช่น สีเทียน พู่กัน ฯลฯ

ตอบ ไม่จําเป็น เพราะอาจจะให้เด็กใช้วัสดุอุปกรณ์ร่วมกันในลักษณะที่มีจำนวนไม่ครบตามจำนวนเด็กจะเอื้อให้เกิดการรอคอย ความเสียสละ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ซึ่งคุณธรรมเหล่านี้เป็น นามธรรม ไม่อาจสอนเด็กโดยการใช้คำพูดชี้แจงให้ชัดเจนเพียงอย่างเดียวได้ จะเป็นการสังเกต พฤติกรรมของเด็กๆไปด้วย และยังเป็นการปลูกฝั่งให้เด็กมีคุณธรรมจริยธรรม อันดีงามนำไปสู่การเติบโตเป็นผู้ใหญ่

3.       ข้อสงสัย : หากไม่มีพู่กัน ก็จะทําให้วาดภาพด้วยสีน้ำไม่ได้ใช่ไหม

ตอบ ไม่ใช่ เพราะอาจใช้วัสดุอื่นทดแทนได้ วัสดุสังเคราะห์ เช่น ฟองน้ำ ช้อน ส้อม ฯลฯ หรือส่วนต่างของร่างกายเช่น นิ้วมือฝามือ ข้อศอก วัสดุจากธรรมชาติ เช่น ก้านกล้วย ใบไม้ ฯลฯ ตัวอย่าง เช่น การใช้ฟองน้ำ จุ่มสีน้ำ ทำกิจกรรมพิมพ์ภาพจากวัสดุสังเคราะห์

 การจัดกิจกรรมทางศิลปะระดับการศึกษาปฐมวัย

กลุ่มที่ 4 หลักการวิธีการทางศิลปะสำหรับเด็กปฐมวัย

1) 63121860101 มธุรดา มีกุล

2) 63121860108 ปลายฝน สูงโคตร

3) 63121860126 เจนจิรา พรหมทา

4) 63121860128 เจนจิรา ยอนรัมย์

5) 63121860204 วินัดดา ขจรโมทย์

6) 63121860227 ณัฐนันท์  สินประโคน

7) 63121860229 สิรินดา สมบัน

 โครงร่างเนื้อหาที่นำเสนอ

บทนำ

-               หลักการจัดกิจกรรมศิลปะสำหรับเด็กปฐมวัย

-               หลักการในการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัย

พัฒนาการทางด้านร่างกาย 


พัฒนาการทางด้านสังคม 


พัฒนาการทางด้านอารมณ์-จิตใจ 


พัฒนาการทางด้านสติปัญญา


วิธีการจัดประสบการณ์ศิลปะสำหรับเด็กปฐมวัย


วิธีการสอนศิลปะแนวเก่า

วิธีการสอนศิลปะแนวใหม่

-               แนวทางจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์

-               แนวการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์และข้อควรคำนึง

บทสรุป

คำถามท้ายบท 3 ข้อ พร้อมแนวตอบ

 บทนำ

วัยเริ่มแรกของชีวิต หรือที่เรียกว่า เด็กปฐมวัย คือวัยตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 6 ปี จัดว่าเป็น ระยะที่สำคัญที่สุดของชีวิต ทั้งนี้พัฒนาการทุก ๆ ด้านของมนุษย์ ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม สติปัญญา จะเจริญมากที่สุดในช่วงนี้ และพัฒนาการในทุก ๆ ด้านในวัยนี้จะเป็นพื้นฐานที่มี ความสำคัญต่อพัฒนาการในช่วงอื่นๆของชีวิตเป็นอย่างมาก ดังที่นักจิตวิทยาและนักศึกษาได้กล่าวถึง ความสำคัญของเด็กในวัยนี้เอาไว้ การศึกษาปฐมวัยจึงมุ่งเน้นในการวางรากฐานด้านความคิด การ แสดงออกไม่ว่าจะเป็น ด้านสติปัญญาอารมณ์ สังคม และการพัฒนาด้านร่างกาย ซึ่งเพลงมีส่วนช่วย ให้ผู้เรียนมีพัฒนาการด้านความคิดสร้างสรรค์ การสื่อหรือการแสดงออกด้านอารมณ์และสังคมรวมทั้ง การเสริมสร้างให้ผู้เรียนมีพัฒนาการด้านร่ายกายเช่นเดียวกับวิชาด้านอื่น ๆ ย่อมเสริมสร้างให้ผู้เรียนมี พัฒนาการด้านความคิดเกี่ยวข้องกับกับอารมณ์เพราะเพลงเป็นเรื่องของโสตศิลป์ ที่ผู้เรียนสามารถ ถ่ายทอดความรู้สึกที่ตนได้รับจากการฟังเพลงในลักษณะที่เป็นแบแผนหรือเชิงสร้างสรรค์นี่เป็น สิ่งจ าเป็นมากในช่วงนี้เพราะเป็นช่วงที่สมองส่วนขวามีการพัฒนาการได้รับเป็นอย่างดีท าให้เด็กได้ เจริญเติบโตต่อไปเป็นผู้ใหญ่ที่รู้จักคิดสร้างสรรค์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสังคม โรงเรียนสาธิตละอออุทิศ โดยเปิดสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาลปีที่ 1 ถึงชั้นอนุบาลปีที่ 3 มุ่งพัฒนาเด็กตั้งแต่ อายุ 3 - 5 ปี ส่งเสริมการเรียนรู้โดยผ่านประสบการณ์จากแหล่งเรียนรู้อย่างหลากหลาย เรียนรู้แบบ บูรณาการโดยจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบเตรียมความพร้อมผ่านกระบวนการเล่นปนเรียน คำนึงถึง ความสามารถตามความแตกต่างระหว่างบุคคล โดยการประสานสัมพันธ์ระหว่างบ้าน โรงเรียนและ ชุมชน และมีเป้าหมายการจัดการศึกษาที่มุ่งเน้นให้เด็กมีความรู้ความสามารถ ดังนี้

1. เด็กทุกคนมีพัฒนาการทุกด้านเหมาะสมกับวัย

2. เด็กทุกคนมีทักษะทางด้านสติปัญญา ด้านการคิด แก้ปัญหาในชีวิตประจ าวัน การคิดเชิง เหตุผล

3. จัดสภาพแวดล้อมและบรรยากาศให้เอื้อต่อการเรียนรู้ มีสื่อและแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย

4. เด็กทุกคนมีคุณธรรม จริยธรรม ในทุก ๆ ด้าน ดังนั้น การจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ในการพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กอนุบาล น่าจะ ส่งผลต่อความสามรถการใช้กล้ามเนื้อมือมัดเล็ก มีพัฒนาการที่ดีขึ้นและเป็นกิจกรรมที่กระตุ้นให้เด็ก เกิดความสนใจต่อการเรียนรู้ และผลการเรียนรู้เกี่ยวกับกิจกรรมศิลปะ สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับ การฝึกทักษะด้านอื่นๆ ต่อไป

 หลักการจัดกิจกรรมศิลปะสำหรับเด็กปฐมวัย

การจัดกิจกรรมศิลปะ ให้กับเด็กปฐมวัย ในแต่ละวัน นับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับเด็กปฐมวัย นอกจากจะได้พัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเล็กและการประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับสายตาแล้ว กิจกรรมศิลปะยังสอดคล้องกับแบบแผนการเรียนรู้ของสมอง หรือที่เรียกว่า Brain Base Learning (BBL) อีกด้วยเด็กจะได้ฝึกปฏิบัติจริงมีประสบการณ์ตรงเรียนรู้ผ่านการสังเกตและฝึกกิจกรรมอย่างหลากหลาย เพื่อพัฒนาจุดเชื่อมต่อของใยประสาทภายใต้สภาพแวดล้อมที่ผ่อนคลายมีอิสระทางความคิด

กิจกรรมศิลปะเป็นกิจกรรมที่สามารถพัฒนากล้ามเนื้อเล็กได้เป็นอย่างดีและยังเชื่อมโยงพัฒนาการของอวัยวะหลายส่วนทำให้เกิดจุดเชื่อมต่อของใยประสาทที่สามารถพัฒนาไปสู่แบบแผนการเรียนรู้ของสมองในการจัดกิจกรรมศิลปะหรือกิจกรรมสร้างสรรค์ครูควรจัดกิจกรรมให้เด็กมีประสบการณ์ตรงและฝึกปฏิบัติอย่างหลากหลายในการสอนศิลปะเด็กปฐมวัยต้องจัดกิจกรรมให้เด็กอย่างหลากหลายรูปแบบ เช่น

-กิจกรรมวาดภาพระบายสี

-กิจกรรมเล่นกับสีน้ำ เช่น เป่าสี หยดสี พับสี ระบายสีด้วยนิ้วมือฝ่ามือ

-กิจกรรมการพิมพ์ภาพด้วยส่วนต่าง ๆ ของร่างกายและวัสดุต่าง ๆ

-กิจกรรมการปั้นเขย่าดินเหนียวดินน้ำมันแป้งโดกระดาษ ฯลฯ

-กิจกรรมการพับฉีกตัดปะ

-กิจกรรมการร้อยสานและการออกแบบ

 ในการจัดกิจกรรมครูสามารถส่งเสริมประสบการณ์การเรียนรู้ที่เพิ่มจุดเชื่อมต่อของใยประสาทโดยส่งเสริมให้เด็กสังเกตรายละเอียดของสิ่งต่าง ๆ พัฒนาการประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับสายตาการพัฒนาระบบกายสัมผัสโดยให้เด็กมีโอกาสสัมผัสรับรู้วัสดุที่มีผิวสัมผัสต่างกันในระหว่างทำกิจกรรมสร้างสรรค์เช่นผ้ากระสอบผ้าสักหลาดกำมะหยี่กระดาษทรายกระดาษที่มีผิวสัมผัสต่างกัน ฯลฯ

ระหว่างทำกิจกรรมศิลปะ ครูต้องจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมเช่นแสงสว่างพอเหมาะมีเสียงดนตรีเบา ๆ บรรยากาศผ่อนคลายทำให้เกิดการเชื่อมโยงสมองส่วนประสาทสัมผัสกับสมองส่วนที่คุมกล้ามเนื้อพร้อม ๆ กันการเชื่อมโยงสมองซีกซ้ายเข้ากับซีกขวาที่เป็นด้านจินตนาการดังนั้นงานศิลปะจึงไม่ควรเป็นการลอกเลียนแบบหรือต้องทำให้เหมือนจริงรวมทั้งไม่เน้นความถูกต้องของสัดส่วน แต่ส่งเสริมพัฒนาการทางอารมณ์สังคมและความคิดสร้างสรรค์ทำให้เด็กสนุกสนานซึมซับความงามของสิ่งต่าง ๆ รอบตัวมีความมั่นใจภาคภูมิใจในผลงานของตนควบคู่กับความสามารถถ่ายทอดการรับรู้ภายในด้านมิติรูปทรงขนาดระยะ ฯลฯ ตามจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์เด็ก


ในการจัดกิจกรรมครูสามารถส่งเสริมประสบการณ์การเรียนรู้ที่เพิ่มจุดเชื่อมต่อของใยประสาทโดยส่งเสริมให้เด็กสังเกตรายละเอียดของสิ่งต่าง ๆ พัฒนาการประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับสายตาการพัฒนาระบบกายสัมผัสโดยให้เด็กมีโอกาสสัมผัสรับรู้วัสดุที่มีผิวสัมผัสต่างกันในระหว่างทำกิจกรรมสร้างสรรค์เช่นผ้ากระสอบผ้าสักหลาดกำมะหยี่กระดาษทรายกระดาษที่มีผิวสัมผัสต่างกัน ฯลฯ

ระหว่างทำกิจกรรมศิลปะ ครูต้องจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมเช่นแสงสว่างพอเหมาะมีเสียงดนตรีเบา ๆ บรรยากาศผ่อนคลายทำให้เกิดการเชื่อมโยงสมองส่วนประสาทสัมผัสกับสมองส่วนที่คุมกล้ามเนื้อพร้อม ๆ กันการเชื่อมโยงสมองซีกซ้ายเข้ากับซีกขวาที่เป็นด้านจินตนาการดังนั้นงานศิลปะจึงไม่ควรเป็นการลอกเลียนแบบหรือต้องทำให้เหมือนจริงรวมทั้งไม่เน้นความถูกต้องของสัดส่วน แต่ส่งเสริมพัฒนาการทางอารมณ์สังคมและความคิดสร้างสรรค์ทำให้เด็กสนุกสนานซึมซับความงามของสิ่งต่าง ๆ รอบตัวมีความมั่นใจภาคภูมิใจในผลงานของตนควบคู่กับความสามารถถ่ายทอดการรับรู้ภายในด้านมิติรูปทรงขนาดระยะ ฯลฯ ตามจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์เด็ก

หลักการในการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัย

ศิลปศึกษาเป็นกิจกรรมสร้างสรรค์ที่มีความสำคัญต่อการเรียนรู้ของเด็กในวัยปฐมวัย เพราะประสบการณ์ทางศิลปะนั้น ไม่เพียงส่งเสริมการริเริ่มสร้างสรรค์เท่านั้น  หากยังช่วยส่งเสริมพัฒนาการทั้ง 4 ด้านของเด็กในลักษณะบูรณาการ ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าการจัดประสบการณ์และ กิจกรรมในลักษณะนี้มีคุณค่าและเอื้อต่อเด็กมากที่สุด  ประสบการณ์ศิลปะส่งเสริมพัฒนาการและทักษะของเด็ก ดังนี้

            -พัฒนาการทางด้านร่างกาย : พัฒนาการทางด้านกล้ามเนื้อใหญ่และกล้ามเนื้อเล็ก และพัฒนาประสาทสัมพันธ์ระหว่างตากับมือ

-พัฒนาการทางด้านสังคม : มีทักษะในการทำงานร่วมกับผู้อื่น  เรียนรู้จากกันและกัน (cooperative learning)  แลกเปลี่ยนและยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่น   การรู้จักแบ่งปัน

-พัฒนาการทางด้านอารมณ์-จิตใจ : สร้างความเชื่อมั่นในตนเอง  (confidence) เห็นคุณค่าและภูมิใจในตนเอง (self- esteem)  การคิดดีและชื่นชมในผลงานของผู้อื่น  สร้างวินัยและความรับผิดชอบ  มีสุนทรียภาพ

-พัฒนาการทางด้านสติปัญญา : มีความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ  รู้จักแก้ปัญหา  ทำงานแบบมีระบบ (วางแผน ตัดสินใจ และลงมือปฏิบัติ) รู้จักคิดและชี้แจงเหตุผล  สังเกต และเปรียบเทียบ ใช้สัญลักษณ์แทนวัตถุหรือประสบการณ์ในการสื่อความหมาย (ซึ่งเป็นขั้นตอนที่สำคัญอย่างยิ่งในพัฒนาการทางด้านการคิดของเด็ก) มีทักษะทางด้านภาษา  ด้านคณิตศาสตร์  และด้านวิทยาศาสตร์

วิธีการจัดประสบการณ์ศิลปะสำหรับเด็กปฐมวัย

วิธีการจัดประสบการณ์ศิลปะสำหรับเด็กควรมุ่งเน้นในการจัดสภาพแวดล้อมทางการเรียนเพื่อส่งเสริมให้เด็กได้มีโอกาสสำรวจ ทดลอง ค้นคว้าจากวัสดุนานาชนิด ด้วยวิธีการเรียนแบบแก้ปัญหา แทนการกระทำตามตัวอย่างและการเลียนแบบ เลิศ อานันทะ ได้เสนอวิธีการสอนศิลปะโดยการเปรียบเทียบการสอนแนวเก่ากับแนวใหม่ ดังนี้

-วิธีการสอนศิลปะแนวเก่า

1. ครูคือศูนย์กลางของห้องเรียนที่เด็กทุกคนในชั้นจะต้องเชื่อฟัง

2. กำหนดเนื้อหาแน่นอนตายตัว

3. มีจุดมุ่งหมายเพื่อฝึกคนให้เป็นศิลปินหรือช่าง

4. วิธีการแสดงออกมุ่งเน้นให้เด็กทำตามตัวอย่างหรือผลงานของผู้อื่นที่ทำสำเร็จแล้ว

5. ยึดถือเอาผลงานเป็นเป้าหมายปลายทางในการเรียนรู้

6. มุ่งพัฒนาเด็กเฉพาะอวัยวะบางส่วนเท่านั้น เช่น ความแม่นยำในการใช้ประสาทตาและกล้ามเนื้อนิ้วมือ เป็นต้น

7. วัดและประเมินผลโดยครูเพียงฝ่ายเดียว

-วิธีการสอนศิลปะแนวใหม่

1. เด็กเป็นศูนย์กลางในการเรียนรู้โดยส่งเสริมให้มีการแสดงความคิดเห็นอย่างอิสระ  ภายใต้ระเบียบข้อตกลงร่วมกัน

2. เนื้อไม่แน่นอน  อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามความสนใจของผู้เรียน

3. มีจุดหมายเพื่อจัดเตรียมกำลังคนให้มีคุณภาพโดยไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นช่างศิลป์  เด็กโตขึ้นอาจมีอาชีพอื่นๆ ก็ได้

4. ส่งเสริมให้เด็กแสงออกโดยวิธีการแบบแก้ปัญหา  จึงไม่นิยมทำตัวอย่างให้เด็กดูทุกครั้ง  นอกจากบางกรณีที่จำเป็นครั้งคราว

5. ไม่ถือว่าผลงานเป็นสิ่งสำคัญแต่เน้นที่กระบวนการเรียนรู้ เช่น การสร้างเสริมศิลปะนิสัยมีรสนิยมที่ดี  ดังนั้นผลงานจึงเป็นเพียงผลพลอยได้เท่านั้น

6. มุ่งพัฒนาเด็กตลอดทั้งชีวิต

7. วัดและประเมินผลโดยครูและนักเรียนร่วมกัน

แนวทางจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์

การจัดกิจกรรมควรคำนึงถึงตัวเด็กเป็นสำคัญ เพราะเด็กแต่ละคนมีความสนใจที่แตกต่างกัน ดังนั้น คุณครูควรมีการจัดกิจกรรมที่หลากหลาย ตรงกับความสนใจและความสามารถของเด็ก จะจัดเป็นแบบกลุ่มใหญ่หรือเป็นรายบุคคลก็ได้ค่ะ และควรมีการจัดกิจกรรมทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน เพื่อเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศและให้เด็กเกิดความผ่อนคลาย ได้คิดและใช้จินตนาการได้อย่างเต็มที่ ส่วนระยะเวลาในการจัดกิจกรรมแนะนำให้จัดตามความเหมาะสมกับวัยและสามารถยืดหยุ่นได้ตามความสนใจของเด็ก เช่น

-เด็กวัย 2-3 ปี ช่วงความสนใจจะสั้น การทำกิจกรรมอาจใช้เวลาประมาณ 8 นาที

-เด็กวัย 4-5 ปี ช่วงความสนใจในการทำกิจกรรมประมาณ 12 นาที

-เด็กวัย 6 ปี ช่วงความสนใจอาจมีมากขึ้น การทำกิจกรรมอาจใช้เวลาประมาณ 15 นาที

แนวการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์และข้อควรคำนึง

1. ความสนใจของแต่ละบุคคล ครูควรช่วยเหลือให้เด็กได้ประสบการณ์ที่เป็นผลสำเร็จตามความต้องการของเด็ก สร้างเสริมเจตคติที่ดีต่อการผิดพลาดและการรู้จักรับผิดชอบในการดูแลรักษาวัสดุพร้อมทั้งสร้างความรู้สึกมั่งคง โดยปล่อยให้เด็กมีอิสระในการคิด จินตนาการเลือกและตัดสินใจ ครูมีหน้าที่ช่วยเหลือแนะนำเด็กต้องการ ใช้คำถามกระตุ้นความคิดและให้ความเห็นพ้องในความพยายามที่แท้จริงของเด็ก นอกจากนั้นครูควรมีความเป็นกันเอง จริงใจและมีความเข้าใจในตัวเด็กด้วย

2. การจัดสถานที่ เวลา และวัสดุให้เพียงพอเหมาะสม เพื่อให้เด็กได้เคลื่อนไหวอย่างอิสระเมื่อทำงานคนเดียวหรือทำงานเป็นกลุ่มเล็กๆบนพื้นบนโต๊ะ ภายในและภายนอกอาคารเรียน มอบความไว้วางใจแก่เด็กให้เด็กดูแลรักษาเครื่องมือ เครื่องใช้และวัสดุด้วยตนเอง เวลาที่เด็กไม่ควรน้อยเกินไปจนเด็กต้องรีบร้อนในการกระทำกิจกรรม การสำรวจ การวางแผน การเก็บทำความสะอาดหลังจากการทำงานเสร็จ วัสดุที่ได้ต้องเตรียมไว้หลากหลายชนิดให้เด็กเลือกตามความพอใจ และเหมาะสมกับอายุของเด็ก เก็บรักษาง่ายและให้โอกาสเด็กมีประสบการณ์ทางประสาทสัมผัส

3. การแสดงออกเชิงสร้างสรรค์ เด็กต้องการประสบการณ์ที่สมบูรณ์ เพื่อช่วยกระตุ้นการแสดงออกสร้างสรรค์ ประสบการณ์นี้เริ่มจากการเล่นของเด็กในชีวิตประจำวัน การพูดการสนทนา ความรู้สึกในสิ่งที่เด็กเห็น ช่วยให้เด็กนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ครูควรสนับสนุนการพูดของเด็ก การแสดงออกทางการกระทำและการแสดงออกโดยการใช้สื่อกลาง วัสดุเครื่องใช้ทางศิลปะ การทัศนะศึกษา เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างเสริมการแสดงออกแบบสร้างสรรค์

4. เจตคติของผู้ปกครองที่มีต่อการแสดงออกสร้างสรรค์ของเด็ก ครูต้องทำหน้าที่เป็นผู้ทำให้ผู้ปกครองเด็กเข้าใจผลงานของเด็ก และสามารถเสนอแนะผู้ปกครองในการเลือกวัสดุที่เหมาะสมให้เด็กเมื่ออยู่บ้าน

5. ครูใช้วิธีการสร้างสรรค์สนับสนุนเด็กให้เลือกกิจกรรมศิลปะด้วยวิธีซึ่งเด็กจะแสดงออกหรือกระทำได้ และจะรวบรวมความคิดหรือวัสดุ วิธีนี้ไม่ได้หมายความว่าเด็กจะกระทำกิจกรรมโดยปราศจากการแนะนำ แต่หมายความว่าเด็กจะตัดสินใจและเลือกด้วยตนเอง กิจกรรมศิลปะควรมีหลายชนิดให้เด็กได้มีโอกาสเลือกในแต่ละวัน

6. ครูวางแผนจัดเตรียมกิจกรรมต่างๆเป็นอย่างดี เด็กมีอิสระในการค้นหา สำรวจและทดลอง และเมื่อเด็กรู้สภาพแวดล้อม เด็กจะถ่ายทอดสิ่งที่ตนเองรู้ให้ผู้อื่นเข้าใจ กล้ามเนื้อเล็กประสานสัมพันธ์ของมือและตาจะพัฒนาขึ้น มโนภาพเรื่องรูปทรง สี เจริญเติบโตขึ้น การที่เด็กได้เล่นร่วมกับเพื่อน พูดสนทนา แลกเปลี่ยนสิ่งของ รับผิดชอบร่วมกัน การรอคอย ตามลำดับช่วยเสริมสร้างความพร้อมทางอารมณ์และสังคมแก่เด็ก

7. ครูต้องรวบรวมหลักฐานเพื่อจุดมุ่งหมายในการวัดผล

 ที่มา

ฟาตีฮะห์ เหล็กดี. แนวการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก :

https://sites.google.com/site/babysmileclub1/naew-kar-cad-kickrrm-silp-srangsrrkh

สืบค้น 6 สิงหาคม 2564.

บทสรุป

กิจกรรมศิลปะ เป็นกิจกรรมที่สามารถพัฒนากล้ามเนื้อเล็กได้เป็นอย่างดีและยังเชื่อมโยงพัฒนาการของอวัยวะหลายส่วน ทำให้เกิดจุดเชื่อมต่อของใยประสาทที่สามารถพัฒนาไปสู่แบบแผนการเรียนรู้ของสมองในการจัดกิจกรรมศิลปะ ควรจัดกิจกรรมให้เด็กมีประสบการณ์ตรงและฝึกปฏิบัติอย่างหลากหลายรูปแบบ ได้แก่

-กิจกรรมวาดภาพระบายสี

-กิจกรรมเล่นกับสีน้ำ เช่น เป่าสี หยดสี พับสี ระบายสีด้วยนิ้วมือฝ่ามือ

-กิจกรรมการพิมพ์ภาพด้วยส่วนต่าง ๆ ของร่างกายและวัสดุต่าง ๆ

-กิจกรรมการปั้นเขย่าดินเหนียวดินน้ำมันแป้งโดกระดาษ ฯลฯ

-กิจกรรมการพับฉีกตัดปะ

-กิจกรรมการร้อยสานและการออกแบบ

การจัดกิจกรรมควรคำนึงถึงตัวเด็กเป็นสำคัญ เพราะเด็กแต่ละคนมีความสนใจที่แตกต่างกัน มุ่งเน้นสภาพแวดล้อมทางการเรียนในการกิจกรรมทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน เพื่อเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศและให้เด็กเกิดความผ่อนคลาย ได้คิดและใช้จินตนาการได้อย่างเต็มที่ ส่งเสริมให้เด็กได้มีโอกาสสำรวจ ทดลอง ค้นคว้าจากวัสดุนานาชนิด ด้วยวิธีการเรียนแบบแก้ปัญหา แทนการกระทำตามตัวอย่างและการเลียนแบบ ระยะเวลาในการจัดกิจกรรมให้จัดตามความเหมาะสมกับวัยและสามารถยืดหยุ่นได้ตามความสนใจของเด็ก

 คำถามท้ายบท 3 ข้อ พร้อมแนวตอบ

1. หลักการจัดกิจกรรมศิลปะสำหรับเด็กปฐมวัย​คืออะไร

ตอบ​ คือ การจัดกิจกรรมศิลปะให้กับเด็กปฐมวัยในแต่ละวันนับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับเด็กปฐมวัยนอกจากจะได้พัฒนาความแข็งแรงของกล้าม เล็กและการประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับสายตาแล้วกิจกรรมศิลปะอย่างสอดคล้องกับแผนการเรียนรู้ของสมอง

 2. การส่งเสริมพัฒนาการสำหรับเด็กปฐมวัยมีกี่ด้านอะไรบ้าง

ตอบ มี 4 ด้าน คือ

1. พัฒนาการทางด้านร่างกาย

2. พัฒนาการทางด้านสังคมม

3. พัฒนาการทางด้านอารมณ์จิตใจ

4. พัฒนาการทางด้าน สติปัญญา

 3. การจัดกิจกรรมศิลปะสำหรับเด็กปฐมวัยควรคำนึงถึงสิ่งใดเป็นสำคัญ

ตอบ การคำนึงถึงตัวเด็กและการเลือกกิจกรรมให้เหมาะสมต่อความถนัด ความสนใจตามธรรมชาติกับพัฒนาการของเด็กแต่ละคน กิจกรรมต้องสามารถยืดหยุ่นได้ เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงความคิดตามจินตนาการและได้ทำงานอย่างอิสระ ควรเน้นการทำงานเป็นกระบวนการมากกว่าผลผลิต เช่น เวลาที่เด็กได้วาด ได้เขียน และได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อน ๆ อย่างมีความสุขสนุกสนาน จะมีความสำคัญมากกว่าผลงานที่คุณครูหรือผู้ปกครองคาดหวังว่าจะต้องสวยงาม

 บทบาทครูในการจัดกิจกรรมศิลปะสำหรับเด็กปฐมวัย

1. นางสาววิมลณัฐ เมืองจันทร์     
รหัส63121860104
2.นางสาววิลาวัณย์ ชาญสูงเนิน    
รหัส63121860105
3.นางสาวภูไท บุญยัง               
 รหัส63121860114
4.นางสาวพัณพษา ศรีประเสริฐ   
 รหัส63121860117
5.นางสาวสุจิตรา โคมทอง          
รหัส63121860121
6.นางสาวสุดารัตน์ จันทร์ศรีละมัย
รหัส63121860124
7.นางสาวจุลเกศ ฉิมพาลี           
รหัส63121860215
8.นางสาวพิยดา เพ่งพิศ            
รหัส63121860223

 

สารบัญ

1.บทบาทหน้าที่ของครูปฐมวัย
             
-บทบาทสำคัญของครูปฐมวัย
          -บทบาทครูปฐมวัย

2.บทบาทและหน้าที่ของครูปฐมวัยในการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก
          -การจัดประสบการณ์ทางด้านศิลปะสำหรับเด็กปฐมวัย
          -ข้อควรระวังในการจัดประสบการณ์ศิลปะสำหรับเด็กปฐมวัย

บทบาทครูในการจัดกิจกรรมศิลปะสำหรับเด็กปฐมวัย

1.บทบาทหน้าที่ของครูปฐมวัย

บทบาทสำคัญของครูปฐมวัย

              ขณะนี้ครูปฐมวัยพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนมาเป็นลำดับ  การพัฒนาจำเป็นอย่างมาก  เพราะความรู้และนวัตกรรมมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา  ครูปฐมวัยมีอิทธิพลต่อเด็กเป็นอย่างมากต่อจากพ่อแม่ซึ่งเป็นครูคนแรก  มีวิจัยที่ยืนยันว่า  สิ่งที่พ่อแม่ทำเพื่อช่วยการเรียนรู้ของเด็ก   มีความสำคัญต่อความสำเร็จทางวิชาการยิ่งกว่าฐานะความมั่งคั่งของครอบครัว ซึ่งแปลว่า การที่พ่อแม่คอยช่วยเหลือและสนับสนุนเพื่อให้เด็กเกิดการเรียนรู้สำคัญมากกว่าพ่อแม่ที่ทิ้งลูกให้คนอื่นเลี้ยงเพื่อไปหาเงินทองมาซื้อวัตถุ
ต่างๆ  บำรุงความสุขสบายให้กับลูก

               การที่จะให้เด็กปฐมวัยมีการพัฒนาการเรียนรู้เพื่อเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ   เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งทางร่างกาย  จิตใจ  สติปัญญา  ความรู้และคุณธรรม  มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต  สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข  ตามจุดประสงค์หลักที่กำหนดไว้ในแผนการศึกษาแห่งชาติ  พ.ศ.2545 2559  นั้น  ครูปฐมวัยมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการวางรากฐานให้เด็กเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์  คอมินิอุส  (Comenius พ.ศ.2135 2213  จากเรื่อง  The  Great  Didactic)    กล่าวว่าถ้าเราประสงค์จะให้การศึกษาด้านคุณธรรมแก่คน  เราจะต้องฝึกฝนเขาขึ้นมาแต่เยาว์วัย  ถ้าผู้ใดประสงค์จะก้าวล่วงไปสู่ภูมิปัญญาเราจะต้องเตรียมแผ่วถางทางให้แก่ผู้นั้น  ในขณะที่ความมานะของเขายังลุกโชนอยู่  จิตใจยังหล่อหลอมได้ง่าย  และความจำยังแม่นยำอยู่

บทบาทครูปฐมวัย

                เด็กปฐมวัยมีความสำคัญและมีความแตกต่างกับเด็กในระดับอื่นทั้งด้านพุทธพิสัย    เจตคติพิสัยและทักษะนิสัย  การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยมีอิทธิพลอย่างสูงต่อการพัฒนาเด็กที่จะเกิดขึ้นในอนาคต  ครูปฐมวัยจึงมีบทบาทสำคัญที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ของเด็กดังนี้

1.  เป็นผู้ส่งเสริมพัฒนาการทางร่างกาย  ครูต้องจัดกิจกรรมที่ให้เด็กได้พัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อใหญ่  การประสานสัมพันธ์ของกล้ามเนื้อเล็ก   การปฏิบัติตนตามสุขอนามัย  การรักษาความปลอดภัยของตนเองและผู้อื่นในกิจวัตรประจำวัน

2.  เป็นผู้ส่งเสริมพัฒนาการด้านอารมณ์และจิตใจ  ครูต้องจัดกิจกรรมให้เด็กได้ชื่นชมสร้างสรรค์สิ่งสวยงาม  ให้เด็กได้เล่นอย่างอิสระ เล่นเป็นกลุ่ม  เล่นในห้องเรียนและนอกห้องเรียน ร้องเพลง เล่นเครื่องดนตรีง่ายๆ  มีปฏิกิริยาโต้ตอบกับเสียงดนตรี และมีคุณธรรมจริยธรรม

3.  เป็นผู้ส่งเสริมพัฒนาการด้านสังคม  ครูต้องจัดกิจกรรมให้เด็กเกิดการเรียนรู้ทางสังคม  การปฏิบัติกิจวัตรประจำวันของตน  การเล่น  การทำงานร่วมกับผู้อื่น  การแก้ปัญหาในการเล่น  การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น  การเคารพความคิดเห็นของผู้อื่น   การปฏิบัติตามวัฒนธรรมท้องถิ่นที่อยู่อาศัยอยู่และความเป็นไทย

4.  เป็นผู้ส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญา  ครูต้องจัดกิจกรรมให้เด็กรู้จักการคิด  การสังเกต  การจำแนก  การเปรียบเทียบจำนวนมิติสัมพันธ์  เวลา  และการให้เด็กรู้จักใช้ภาษาแสดงความรู้สึกด้วยคำพูด  การพูดกับผู้อื่น  การอธิบายเรื่องราว  การอ่านในหลายรูปแบบผ่านประสบการณ์ที่สื่อความหมายต่อเด็ก  อ่านภาพหรือสัญลักษณ์จากหนังสือนิทาน/เรื่องราวที่สนใจ

5.  เป็นผู้สร้างเสริมสมาธิ  ครูต้องจัดกิจกรรมให้เด็กได้มีสมาธิในการทำกิจกรรมต่าง ๆ  เช่น  กิจกรรมสร้างสรรค์   การร้อยลูกปัด   การวาดภาพสีน้ำ  สีเทียน  กิจกรรมเล่นอิสระตามมุมต่าง ๆ

                ถือได้ว่าบทบาทของครูปฐมวัยมีผลหรือเรียกได้ว่ามีอิทธิพลต่อการเรียนรู้ของเด็กใน     ทุกด้าน  เป็นผู้วางรากฐานที่สำคัญต่อการเรียนรู้ที่เห็นได้ง่าย  อย่างเช่น  การมีสมาธิ  ถ้าครูปฐมวัยรู้จักการให้เด็กมีสมาธิด้วยการจัดกิจกรรมต่างๆ  เช่น การเดินบนคาน  การเข้าไปในมุมหนังสือ   การทำงานประดิษฐ์   การเล่านิทาน   ฯลฯ  เด็กได้รับการฝึกดังกล่าว  เด็กสามารถที่จะมีสมาธิ   โดยรู้จักปฏิบัติตนอย่างถูกต้องเมื่อโตขึ้น  เช่น  เด็กรู้จักการฟังเนื้อหา  เรื่องราวที่ครูพูดและจับใจความได้  เข้าห้องประชุมแล้วรู้จักเงียบ   ไม่คุยตลอดส่งเสียงดังขณะประชุม   อ่านหนังสือได้เวลานานและเข้าใจพฤติกรรมดังกล่าวหากไม่ได้รับการฝึกในช่วงปฐมวัยจะยากที่จะฝึกในช่วงเป็นวัยผู้ใหญ่   การมีสมาธิที่ยกตัวอย่างเป็นเพียงเรื่องที่บางคนเห็นว่าไม่ใช่สิ่งสำคัญ    โดยความเป็นจริงแล้วมีความสำคัญและเกี่ยวพันต่อเนื่องกับการเรียนรู้ของเด็ก  การพัฒนาบุคลิกภาพ  การพัฒนาสังคมและประเทศชาติ  ฉะนั้นครูปฐมวัยเป็นผู้ที่วางรากฐานการเรียนรู้ให้กับเด็กซึ่งเป็นภาระอันยิ่งใหญ่ที่จะต้องทำและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง  โดยไม่หยุดยั้งเพราะเด็กเขาจะเติบโตและพัฒนาทุกวินาที

2.บทบาทและหน้าที่ของครูปฐมวัยในการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก

          1. ส่งเสริมให้เด็กถามและสนใจต่อคำถามและควรเป็นคำถามที่ไม่มุ่งคำตอบแบบคำตอบเดียว
         
2. ตั้งใจฟังและเอาใจใส่ต่อความคิดแปลก ๆ ของเด็ก
         
3. แสดงและเน้นให้เด็กเห็นว่าความคิดของเขามีคุณค่า
         
4. กระตุ้นและส่งเสริมให้เด็กแสดงความคิดหลาย ๆ ด้าน ตลอดจนการแสดงออกทางอารมณ์
         
5. จัดบรรยากาศของห้องเรียนให้เด็กได้มีการเรียนรู้และค้นคว้าอย่างต่อเนื่อง โดยการจัดหาวัสดุและอุปกรณ์ ตลอดจนสื่อที่แปลก ๆ และใหม่ ๆ เพื่อเป็นการกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของเด็ก
         
6. พึงระลึกเสมอว่าการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ต้องใช้เวลาในการพัฒนาอย่างต่อเนื่องค่อยเป็นค่อยไป
         
7. ส่งเสริมให้เด็กใช้จินตนาการของตัวเอง และยอมรับการแสดงออกของเด็กด้วยความจริงใจ
         
8. อย่าพยายามหล่อหลอมหรือกำหนดแบบให้เด็กมีความคิดและบุคลิกภาพเหมือนกันทุกคน
         
9. กระตุ้นให้เด็กมีความคิดสร้างสรรค์โดยการ

                     9.1 ส่งเสริมให้อยากรู้อยากเห็น

                     9.2 ส่งเสริมให้เด็กได้แสดงกิจกรรมที่นำไปสู่ความสำเร็จ

                     9.3 ส่งเสริมความเชื่อมั่นและให้เด็กรู้สึกปลอดภัย          

การจัดประสบการณ์ทางด้านศิลปะสำหรับเด็กปฐมวัย

          1.จัดเตรียมสถานที่และอุปกรณ์ ให้พร้อม และพอเพียงต่อความต้องการ ของนักเรียน  ในการเตรียมสถานที่นั้น  คุณครูควรจัดเนื้อที่ให้นักเรียนทำงานและเคลื่อนไหวได้สะดวก และปลอดภัย  อุปกรณ์ที่จัดให้ควรมีเพียงพอต่อนักเรียน เช่น ถ้ามีนักเรียน 5 คนที่วาดรูปด้วยสีโปสเตอร์  คุณครูควรที่จะเตรียมพู่กัน 5 อัน และจัดสี 1 ชุด ต่อนักเรียน 1-2 คน เพื่อที่เด็กจะได้ไม่ต้องรอคิวนาน  และรีบเร่งทำงานเพื่อที่จะแบ่งอุปกรณ์ให้กับเพื่อนที่รออยู่  หากในห้องเรียนมีอุปกรณ์น้อย  คุณครูควรที่จะกำหนดจำนวนนักเรียนที่จะเข้าร่วมในกิจกรรม  และใช้วิธีผลัดกัน

          2.กิจกรรมที่จัดควรเป็น กิจกรรมปลายเปิด  เช่น  ระบายสีด้วยสีเทียน และสีโปสเตอร์ตามอิสระ เพื่อที่นักเรียนจะได้เรียนรู้การใช้อุปกรณ์ด้วยตนเอง  มีอิสระในการสร้างสรรค์  ใช้ความคิดได้อย่างเต็มที่  รู้จักที่จะเลือกและตัดสินใจ (เลือกว่าจะวาดอะไร) และเรียนรู้ที่จะสื่อความคิดตนออกมาในรูปแบบที่ตนต้องการ

          3.กิจกรรมที่จัดควรมีความ เหมาะสมกับวัยและพัฒนาการ  (Developmental Appropriate) ในการจัดกิจกรรม คุณครูควรคำนึงถึงพัฒนาการของผู้เรียน กิจกรรมศิลปะควรมีความเหมาะสมต่อความ สามารถของเด็กในวัยนั้น ๆ  กิจกรรมบางอย่างถึงแม้ว่าเป็นกิจกรรมศิลปะให้เด็ก  แต่มันอาจจะไม่เหมาะกับเด็กในวัยปฐมวัย เช่น การพับกระดาษเป็นรูปต่าง ๆ ตามที่กำหนดไว้ (origami)  จัดว่าไม่เหมาะสมสำหรับเด็กในวัยปฐมวัย  เนื่องจากมีขั้นตอนหลายขั้นและซับซ้อน ซึ่งเป็นกิจกรรมที่นักเรียนต้องทำตามรูปแบบที่กำหนดขั้นโดยดูครูเป็น ตัวอย่าง และนักเรียนส่วนมากไม่สามารถทำทุกขั้นตอนได้ด้วยตนเอง และต้องรับ ความช่วยเหลือจากครูเกือบตลอดเวลา  ซึ่งบางทีครูกลายเป็นคนพับเสียเอง การที่นักเรียนส่วนมากต้องการความช่วย เหลือตลอดกิจกรรมนั้น แสดงให้เห็นว่า พัฒนาการของเด็กยังไม่พร้อมที่เขาจะทำงานประเภทนี้ได้

          4.Process not  product  คุณครูควรเน้นที่กระบวนการมากกว่าผลงาน  ระหว่างที่นักเรียนทำกิจกรรมศิลปะ  เขาได้ใช้กระบวนการการคิดต่าง ๆ  เพื่อที่จะสื่อความรู้สึกนึกคิดลงบนกระดาษ  การเรียนรู้นั้นเกิดขึ้นระหว่างการทำงาน  ผลงานเป็นเพียงผลลัพธ์ที่ได้จากการทำงาน

          5.ตั้งความคาดหวังให้เข้ากับ วัยของนักเรียน  เป็นเรื่องปกติที่คุณครูจะคาดหวังในนักเรียนของตน  หากแต่ความคาดหวังที่ตั้งขึ้นนั้น  ควรมีความเหมาะสมกับวัย  เช่น  เด็กวัย 3 ปี ยังเป็นช่วงเวลาที่เด็กเริ่มสนใจและเรียนรู้วิธีการใช้อุปกรณ์เครื่องเขียน ต่าง ๆ   กล้ามเนื้อมือนั้นยังไม่    แข็งแรงพอ  ที่จะบังคับทิศทางของอุปกรณ์ได้อย่างคล่องแคล่วแม่นยำ การที่คุณครูคาดหวังให้เด็กในวัยนี้  ระบายสีโดยไม่ออกนอกเส้น  หรือวาดรูปเป็นรูปร่างเจาะจงนั้น  คุณครูสร้างความคาดหมายที่ไม่เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็กในวัยนั้น  ดังนั้นในการที่ครูจะรู้ว่าจะจัดกิจกรรมอย่างไรให้เหมาะสม   ครูต้องมีความเข้าใจและความรู้เรื่องพัฒนาการของผู้เรียนของตน  และมีความรู้เรื่องการจัดกิจกรรมศิลปะ เพื่อที่จะตั้งเป้าหมายและความหวังให้เข้ากับผู้เรียน

          6.ให้ความสนใจและคุณค่าต่อ กระบวนการทำงานและผลงานของนักเรียน  ซึ่งทำได้โดย พูดคุยกับนักเรียน  และมีการนำเสนอผลงาน  การที่คุณครูนำเสนอผลงานของนักเรียน  โดยการติดไว้ในที่บอร์ดในห้อง บ่งบอกให้นักเรียนรับรู้ว่า  งานของเขามีคุณค่า  ซึ่งจะทำให้เขาจะรู้สึกชื่นชมและภูมิใจในความสามารถของตน  การพูดเป็นอีกวิธีหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความสนใจของครูที่มีต่อการทำงานของ นักเรียน  ซึ่งเฌอเม็คเคอร์ (1986) แนะนำว่าในการสนทนากับเด็ก คุณครูควรให้เด็กพูดและแสดงความคิดเห็นของตนโดยที่ครูไม่ควรที่จะเปรียบ เทียบ หรือแก้ไขผลงานของเด็ก และแนะนำว่า  เวลาพูดคุยกับเด็กเกี่ยวกับงานศิลปะ  ครูควรพูดถึงวิธีการใช้อุปกรณ์  และการใช้องค์ประกอบทางศิลปะ (elements of art) ในการวาดภาพ เช่น การใช้สี วิธีการวาดลายเส้น รูปทรง การจัดวางช่องว่างและใช้เนื้อที่ (space) เป็นต้น  (Schirrmacher, 1986) ตัวอย่าง เช่น “ในภาพนี้ คุณครูสังเกตว่า  มีเส้นหลายชนิด มีเส้นตรงข้างบน  เส้นโค้งบนมุมขวามือ ...” “หนูใช้ความพยายามมากเลยในการตัดกระดาษให้เป็นสามเหลี่ยมอันเล็ก ๆ” “ครูสังเกตว่าเวลาหนูวางขนแปรงให้แบนบนกระดาษและลากเส้นลงมา เส้นที่ออกมาจะหนา” เป็นต้น  การที่ครูพูดถึงงานของเด็กในลักษณะนี้   เป็นการส่งเสริมทักษะทางด้านภาษา  และแสดงให้เด็กเห็นว่าตัวครูมีความสนใจในกระบวนการทำงาน และให้คุณค่าต่องานของเขา  ซึ่งทำให้เด็กรู้สึกภูมิใจในตนเอง  เชื่อมั่นในความสามารถและทักษะของตน

          7.สนทนากับนักเรียน เรื่องการดูแลรักษา  การใช้อุปกรณ์   และกติกาในการปฏิบัติกิจกรรม  ในระยะเริ่มต้น  ก่อนที่จะทำกิจกรรม  ครูควรที่จะพูดคุยให้เหตุผลกับนักเรียนเกี่ยวกับการดูแลรักษาอุปกรณ์  เช่น  การที่จะให้นักเรียนทำการตัดแปะ  ครูอาจจะพูดและสาธิตให้นักเรียนดูว่า เมื่อใช้กรรไกรเสร็จแล้ว  ควรเก็บไว้ในตะกร้าเหมือนเดิม  หรือใช้ความผิดพลาดเป็นบทเรียน เช่น ถ้าครูเห็นนักเรียนเหยียบกรรไกร  คุณครูควรอธิบายให้เด็กเข้าใจว่าทำไมไม่ควรเหยียบ  และสอนให้นักเรียนรู้จักช่วยกันรักษาสมบัติของห้องเรียน

          8.กำหนดเวลาให้เหมาะสม กิจกรรมศิลปะควรจัดให้เป็นกิจกรรมประจำวัน เนื่องจากเป็นกิจกรรมที่เด็กให้ความสนใจมาก และเป็นส่งเสริมพัฒนาการทั้ง 4 ด้าน และทักษะทางด้านต่างๆ ซึ่งในการจัดกิจกรรม ครูควรตั้งเวลาให้เหมาะสมกับกิจกรรม การที่ครูตั้งเวลาไว้น้อย และเร่งเด็กให้ทำงานเสร็จภายในเวลาอันสั้นนั้น สิ่งที่สื่อออกมา คือ  กระบวนการทำงานนั้นไม่สำคัญเท่าการทำให้เสร็จในเวลา ดังนั้น เด็กก็จะรีบทำงานให้เสร็จๆ ไป และไม่ใส่ใจในการทำงาน  เป็นปกติที่เด็กแต่ละคนจะใช้ระยะเวลาในการปฏิบัติกิจกรรมแตกต่างกัน ดังนั้นคุณครูควรมีความยืดหยุ่นในเวลา ถ้านักเรียนทำงานไม่เสร็จ คุณครูอาจจะให้เวลาเพิ่มเติม หรือให้เขาเก็บงานไว้ทำในวันต่อไป

          9.ให้นักเรียนมีส่วนร่วม (StudentsInvolvement) นักเรียนควรมีส่วนร่วมในการจัดเตรียม และทำความสะอาด เช่น ช่วยหยิบและเก็บกระดาษ และตะกร้าใส่ดินสอสี หรือช่วยเช็ดโต๊ะ เพื่อที่เขาจะได้รู้จักการช่วยเหลือตนเอง และเข้าใจถึงหน้าที่และรับผิดชอบต่อตนเอง ผู้อื่น และห้องเรียน

ข้อควรระวังในการจัดประสบการณ์ศิลปะสำหรับเด็กปฐมวัย 

          1.ให้คะแนน หรือรางวัล เช่น ดาว สติกเกอร์ เป็นต้น การให้คะแนนหรือรางวัลนั้น คุณครูบางท่านอาจจะมองว่า เป็นการสร้างแรงเสริมให้กับเด็ก แต่ในทางกลับกัน สิ่งที่เด็กจะได้ก็คือ ความไม่กล้าที่จะลองเพราะกลัวว่าออกมาไม่สวย ได้คะแนนไม่ดี ความกลัวว่าผลงานของตนจะไม่ดีพอไม่สวยพอ เปรียบเทียบและแข่งขันกับเพื่อน นอกจากนี้ยังทำให้เด็กคิดว่าการทำงานต้องมีผลทางวัตถุตอบแทน จึงให้ความสนใจที่ผลตอบแทนมากกว่ากระบวนการเรียนรู้ และยังจำกัดความคิดและสร้างสรรค์อย่างอิสระ
          เนื่องจากนัก เรียนมุ่งหวังที่จะสร้างผลงานให้ถูกใจครู  เพื่อที่จะได้รับคะแนนดีหรือรางวัล  ซึ่งจริง ๆ แล้วศิลปะนั้นถือว่าเป็นการสื่อสารความรู้สึกนึกคิดอย่างหนึ่งของแต่ละ บุคคล  ดังนั้นศิลปะไม่ควรถูกมองว่ามีถูกหรือผิด  มีสวยมากหรือสวยน้อย  มีดีมากหรือดีน้อย  การที่เราให้คะแนน หรือรางวัล  ถือว่าเป็นการตั้งกฎเกณฑ์เพื่อตัดสินความคิด ซึ่งเกณฑ์ดังกล่าวนั้น  ไม่มีมาตรฐานเพราะขึ้นอยู่กับความคิดและความพอใจของผู้สอนแต่ละบุคคล  จึงไม่ควรอย่างยิ่งที่ครูจะตัดสินผลงานของเด็กด้วยการให้คะแนน หรือรางวัล

          2.ให้นักเรียนระบายสี และตัดแปะกระดาษในกรอบ  ศิลปะเป็นการสื่อความคิด ความรู้สึก ความเข้าใจ  โดยใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ สื่อสิ่งเหล่านั้นออกมาเป็นรูปธรรม    การให้นักเรียนทำงานศิลปะที่มีกรอบกำหนดนั้น (pre-draw)  เป็นการจำกัดความคิดสร้างสรรค์อย่างมาก  เนื่องจากรูปถูกกำหนดตายตัวไว้แล้ว  นักเรียนไม่สามารถจะปรับเปลี่ยนตามจินตนาการของตนได้   และต้องทำตามแบบฉบับที่ถูกกำหนดไว้

          ครูควรคำนึงว่า  งานศิลปะนั้นเป็นงานที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์  ไม่ใช่ กิจกรรมที่เน้นความสวยงามในแบบที่ผู้ใหญ่คาดหวังไว้  กิจกรรมศิลปะควรเป็นกิจกรรมปลายเปิดที่ให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติ  และสร้างสรรค์ผลงานตามความรู้สึกของตน

          3.ใช้กระดาษที่ตัดเป็นรูปร่าง สำเร็จแล้ว  การใช้กระดาษที่ตัดเป็นรูปร่างสำเร็จ (pre-cut shapes) ในการตัดแปะนั้น  สิ่งที่เด็กจะได้รับก็คือ การรู้จักแปะรูปด้วยกาว และการจัดวางเพื่อให้เกิดความเหมือน  กิจกรรมในลักษณะนี้เป็นงานที่จำกัดความคิดสร้างสรรค์  และเน้นเพียงความสวยงามและความเหมือนซึ่งขึ้นอยู่กับความพอใจและความคิดของ ผู้สอน  กิจกรรมไม่ได้สนับสนุนการเรียนรู้ของเด็ก   ดังนั้นคุณครูควรหลีกเหลี่ยงการตัดกระดาษสำเร็จรูปให้นักเรียน  ควรให้นักเรียนฉีก ตัด กระดาษเป็นรูปร่าง  ต่าง ๆ ตามความคิดส่วนตัว

          4.วาด รูปเป็นตัวอย่างให้เด็กดูเป็นตัวอย่าง  การที่คุณครูวาดภาพให้เด็กดูเป็นตัวอย่างนั้น  ส่งถึงผลเสียมากกว่าผลดี  เพราะเป็นธรรมดาที่เด็กนั้นจะชื่นชมผลงานของครู  และต้องการที่จะสร้างสรรค์ผลงานให้ได้เหมือนกับของผู้ใหญ่ และเมื่อเขาไม่สามารถทำให้เหมือนได้  เขาก็จะรู้สึกท้อแท้ ผิดหวังในตนเอง และจะทำให้เขารู้สึกไม่ดีต่อกิจกรรมนั้น ๆ และต่อตนเอง  

          5.ช่วยแก้ปัญหา  โดยการทำให้  เวลาที่นักเรียนวาดอะไรไม่ได้  บางทีคุณครูก็จะช่วยด้วยการทำให้   ซึ่งวิธีนั้นทำให้นักเรียนไม่รู้จักอดทนต่อการแก้ปัญหา และไม่พยายามเรียนรู้ที่จะแก้ปัญหาด้วยตนเอง  ถ้านักเรียนวาดรูปไม่ได้  ครูควรพูดแนะนำเพื่อทำให้ขั้นตอนการวาดง่ายขึ้น  และใช้คำถามกระตุ้นเพื่อเด็กคิด 

ตัวอย่างศิลปะสำหรับเด็ก

การเป่าสี                                                                               

การพิมพ์ภาพ

การวาดภาพระบายสี                                                 

ศิลปะสร้างสรรค์จากจานกระดาษ

 การกลิ้งสี                                                              

การปั้นแป้งโดว์

 

ที่มา : https://krudee1234.blogspot.com/2013/12/blog-post.html?m=1&fbclid=IwAR33tpttcKlFsr9FXPMoh7s2vA0EScnJGVMnQI1T6ua5uXJcoSqVi0FdNVg

ที่มา : https://sites.google.com/site/bankhruhwansxndek/silpa-sahrab-dek-pthm-w?fbclid=IwAR1ZH4HK2f8OnQbaWFcj6GKTNibk7qOLz5RplmlY2_MqEZ936nLgmX7KeAQ

 บทบาทของผู้เรียน (เด็กปฐมวัย) ในการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมศิลปะสำหรับเด็กปฐมวัย 

 สมาชิก

 

1.นางสาวศิรินันท์ ทวันเวท         63121860122

2.นางสาวชนาภา หาสุข             63121860125

3.นางสาววิภารัตน์ คงเจริญ         63121860214

4.นางสาวประภาวรัตน์ ฉลาดรอบ 63121860216

5.นางสาวสุภาพิชญ์ แถวโสภา     63121860207

6.นางสาววราภรณ์ อินทร์งาม     63121860226

7.นางสาวกุลสตรี ใจกล้า           63121860222

 

สารบัญ

                         - บทบาทของผู้เรียนรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ SSAPA 

                         - กิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ

                         -บทบาทผู้เรียนในการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning

                         - พฤติกรรมความสนใจในศิลปะ   

                         - พัฒนาการด้านศิลปะการขีดเขียนวัยเด็กตอนต้น

 

กระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ  SSAPA จากหลักการสำคัญในแนวคิดทฤษฎีพื้นฐาน สิรินทร์ ลัดดากลม บุญเชิดชู (2557:154) ได้ออกแบบและจัดทำกระบวนการในการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาการกำกับตนเองของเด็กปฐมวัยโดยกำหนดเป็นขั้นตอนในการจัดประสบการณ์ 5 ขั้นตอนดังนี้

1.       การกระตุ้นความสนใจใคร่รู้ ( S = Stimulus) ขั้นตอนที่เด็กและครูร่วมกันจัดกิจกรรมที่หลากหลาย โดยการตั้งคำถาม การใช้เพลง การเล่านิทาน ฯลฯ การแนะนำอุปกรณ์วัสดุธรรมชาติ ที่แปลกใหม่เพื่อกระตุ้นให้เด็กเกิดความสนใจใคร่รู้ในการทำกิจกรรม วัตถุประสงค์ในขั้นนี้คือขั้นที่ทำให้เด็กอยากรู้ อยากเรียน เกิดความสนุกสนาน และกระตือรือร้นในการปฏิบัติกิจกรรม

2.       การสร้างวัตถุประสงค์ในการเรียนรู้  (S = Set up objectives) ขั้นตอนที่เด็กกำหนดวัตถุประสงค์ในการปฏิบัติกิจกรรม เพื่อออกแบบและวางแผนการทำกิจกรรมการเรียนรู้ โดยการเลือกวัสดุธรรมชาติและอุปกรณ์ที่ครูเตรียมมา วัตถุประสงค์ในขั้นนี้เพื่อให้เด็กสามารถตั้งเป้าหมายได้ตรงกับความสนใจ และความสามารถตามศักยภาพของตนเอง

3.       การลงมือปฏิบัติกิจกรรมเพื่อการเรียนรู้ (A = Active Learning) ขั้นตอนที่เด็กได้ลงมือปฏิบัติกิจกรรมศิลปะตามวัตถุประสงค์ที่ตรงกับความสนใจและความสามารถตามศักยภาพของตนเอง  ระหว่างปฏิบัติกิจกรรมครูใช้คำถามเพื่อกระตุ้นให้เด็กได้คิด วางแผน ออกแบบ ในการปฏิบัติกิจกรรมศิลปะ วัตถุประสงค์ในขั้นนี้เพื่อให้เด็กลงมือปฏิบัติกิจกรรมได้บรรลุวัตถุประสงค์ที่วางไว้สังเกตการปฏิบัติการทำงานของตนเองเพื่อการสร้างผลงานศิลปะจากวัสดุธรรมชาติ

4.       การนำเสนอการเรียนรู้ ( P = Presentation)  ขั้นตอนที่เด็กนำเสนอผลงาน โดยการบอกเล่าและซักถามแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากเพื่อน วัตถุประสงค์ในขั้นนี้เพื่อให้เด็กได้นำเสนอความคิด นำเสนอผลงาน และตรวจสอบผลงานกับเป้าหมายที่ตนเองได้ตั้งไว้ก่อนการปฏิบัติกิจกรรม

5.       การประเมินผลการเรียนรู้ ( A = Assessment) ขั้นตอนที่เด็กประเมินผลงานจากพฤติกรรมการแสดงออกของตนเองว่ามีความสอดคล้องกับเป้าหมายหรือไม่ และประเมินการเรียนรู้ในการปฏิบัติกิจกรรมตามสภาพจริงด้วยวิธีการที่หลากหลาย เช่น การให้ระดับความพึงพอใจการ ให้เด็กสะท้อนความคิดจากผลงานศิลปะของตนเองผ่านการสนทนา การนำเสนอ วัตถุประสงค์ในขั้นนี้เพื่อให้เด็กวัดและประเมินความก้าวหน้าจากผลงานที่ได้เรียนรู้อย่างเต็มที่ตามศักยภาพของเด็กแต่ละคน

 จากที่กล่าวมาข้างต้นเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามรูปแบบการจัดเรียนรู้แบบ SSAPA โดยกำหนดเป็นขั้นตอนการจัดประสบการณ์ 5 ขั้นตอนซึ่งเป็นวิธีการส่งเสริมให้เด็กมีพฤติกรรมการกำกับตัวเอง มีความรับผิดชอบในการทำงานต่างๆ ได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามที่ต้องการได้

 

บทบาทของผู้เรียนรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ SSAPA

            การนำเอารูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ SSAPA เพื่อพัฒนาการกำกับตนเองของเด็กปฐมวัยจะต้องได้รับการพัฒนาด้านการกำกับตนเอง 4 ด้านได้แก่ ด้านการตั้งเป้าหมาย ด้านการสังเกตตัวเอง ด้านการตัดสินตนเองและด้านการตอบสนองต่อตนเองดังนั้นผู้เรียนจึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในแต่ละขั้นตอนของการจัดการเรียนรู้โดยผู้เรียนมีบทบาทดังนี้

(สิรินทร์ ลัดดากลม  บุญชื่นชู,2557:156-157)

 

          1. บทบาทของผู้เรียนในขั้นการกระตุ้นความสนใจใคร่รู้ผู้เรียนมีบทบาทในการกระตือรือร้นในการทำกิจกรรม เกิดความอยากรู้อยากเรียนโดยร่วมกันตอบคำถามในประเด็นต่างๆ ที่จะค้นหาคำตอบ

          2. บทบาทของผู้เรียนในการสร้างวัตถุประสงค์เพื่อการเรียนรู้ ผู้เรียนมีบทบาทในการออกแบบ และวางแผน การทำกิจกรรมการเรียนรู้ มีบทบาทในการตัดสินใจเลือก อุปกรณ์ เลือกกิจกรรม สามารถตั้งเป้าหมายได้ตรงกับความสนใจและความสามารถตามศักยภาพของตนเอง

          3.บทบาทของผู้เรียนในขั้นการปฏิบัติกิจกรรมเพื่อการเรียนรู้ ผู้เรียนมีบทบาทในการปฏิบัติกิจกรรมจากการตั้งเป้าหมายจากลงมือปฏิบัติรูปแบบกิจกรรมที่หลากหลายเป็นการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะจากวัสดุธรรมชาติ เพื่อให้เด็กเกิดความสนุกสนานและปฏิบัติกิจกรรมได้บรรลุเป้าหมาย

          4.บทบาทของผู้เรียนในขั้นตอนการนำเสนอการเรียนรู้ ผู้เรียนมีบทบาทในการนำเสนอความคิด นำเสนอผลงาน นำเสนอกระบวนการปฏิบัติกิจกรรม โดยวิธีการที่หลากหลาย เช่น การบอกเล่า การซักถาม การแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากเพื่อน และตรวจสอบงานกับเป้าหมายที่ตนตั้งไว้

          5.บทบาทของผู้เรียนในขั้นประเมินผลการเรียนรู้ ผู้เรียนมีบทบาทในการประเมินตนเองโดยการให้เด็กสะท้อนความคิดจากผลงานศิลปะของตนเองผ่านการ สนทนา การนำเสนอ การเล่า การตอบคำถามจากครู การให้ระดับความพึงพอใจ 

          บทบาทของผู้เรียนตามรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ SSAPA แต่ละขั้นตอนการจัดประสบการณ์ เด็กลงมือปฏิบัติกิจกรรมด้วยตนเอง โดยครูมีหน้าที่อำนวยความสะดวกเรื่องสื่อและอุปกรณ์ต่างๆ รายการให้กำลังใจเด็กในการทำกิจกรรมแต่ละครั้ง

 

กิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ

1.       Active Learning เป็นกิจกรรมที่ผู้เรียนเป็นผู้กระทำหรือปฏิบัติด้วยตนเองด้วยความกระตือรือร้น เช่น ได้คิด ค้นคว้า ทดลองรายงาน ทำโครงการ สัมภาษณ์ แก้ปัญหา ฯลฯ ได้ใช้ประสาทสัมผัสต่างๆ ทำให้เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างแท้จริง ผู้สอนทำหน้าที่เตรียมการจัดบรรยากาศการเรียนรู้ จัดสื่อสิ่งเร้าเสริมแรงให้คำปรึกษาและสรุปสาระการเรียนรู้ร่วมกัน

2.       Construct เป็นกิจกรรมที่ผู้เรียนได้ค้นพบสาระสำคัญหรือองค์การความรู้ใหม่ด้วยตนเอง อันเกิดจากการได้ศึกษาค้นคว้าทดลอง แลกเปลี่ยนเรียนรู้และลงมือปฏิบัติจริง ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนสามารถนำสิ่งที่เรียนรู้ไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน รวมทั้งทำให้ผู้เรียนรักการอ่าน รักการศึกษาค้นคว้าเกิดทักษะในการแสวงหาความรู้ เห็นความสำคัญของการเรียนรู้ ซึ่งนำไปสู่การเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ (Learning Man) ที่พึงประสงค์

3.       Resource เป็นกิจกรรมที่ผู้เรียนได้เรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ ที่หลากหลายทั้งบุคคลและเครื่องมือทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน ผู้เรียนได้สัมผัสและสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทั้งที่เป็นมนุษย์ (เช่น ชุมชน ครอบครัว องค์กรต่างๆ) ธรรมชาติและเทคโนโลยี ตามหลักการที่ว่า การเรียนรู้เกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลาและทุกสถานการณ์)

4.       Thinking เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมกระบวนการคิด ผู้เรียนได้ฝึกวิธีคิดในหลายลักษณะ เช่น คิดคล่อง คิดหลากหลาย คิดละเอียด คิดชัดเจน คิดถูก ทางคิดกว้าง คิดลึกซึ้ง คิดไกล คิดอย่างมีเหตุผล เป็นต้น การฝึกให้ผู้เรียนได้คิดอยู่เสมอในลักษณะต่างๆ จะทำให้ผู้เรียนเป็นคนคิดเป็น แก้ปัญหาเป็น คิดอย่างรอบคอบมีเหตุผล มีวิจารณญาณ ในการคิด มีความคิดสร้างสรรค์ มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ที่จะเลือกรับและปฏิเสธข้อมูล ข่าวสารต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม ตลอดจนสามารถแสดงความคิดเห็นออกได้อย่างชัดเจนและมี เหตุผลอันเป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตประจำวัน

5.       Happiness เป็นกิจกรรมที่ผู้เรียนเรียนอย่างมีความสุข ซึ่งเป็นความสุขที่เกิดจาก 1) ผู้เรียนได้เรียนในสิ่งที่ตนชอบหรือสนใจ ทำให้เกิดแรงจูงใจในการใฝ่รู้ ท้าทาย อยากค้นคว้า อยากแสดงความสามารถและให้ใช้ศักยภาพของตนอย่างเต็มที่ 2) การมีปฏิสัมพันธ์ (Interaction) ระหว่างผู้เรียนกับผู้สอนและระหว่างผู้เรียนกับผู้เรียน มีลักษณะเป็นกัลยาณมิตร มีการช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน มีกิจกรรมร่วมด้วยช่วยกัน ทำให้ผู้เรียนรู้สึกมีความสุขและสนุกกับการเรียน

6.       Participation เป็นกิจกรรมที่เน้นการให้ผู้เรียนมีส่วนร่วม ตั้งแต่การวางแผนกำหนดงาน วางเป้าหมายร่วมกัน และมีโอกาสเลือกทำงานหรือศึกษาค้นคว้าในเรื่องที่ตรงกับความถนัดความสามารถ ความสนใจ ของตนเอง ทำให้ผู้เรียนเรียนด้วยความกระตือรือร้น มองเห็นคุณค่าของสิ่งที่เรียนและสามารถ ประยุกต์ความรู้นำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตจริง

7.       Individualization เป็นกิจกรรมที่ผู้สอนให้ความสำคัญแก่ผู้เรียนในความเป็นเอกัตบุคคล ผู้สอนต้องยอมรับในความสามารถ ความคิดเห็น ความแตกต่างระหว่างบุคคลของผู้เรียน มุ่งให้ผู้เรียนได้พัฒนาตนเองให้เต็มศักยภาพมากกว่าเปรียบเทียบแข่งขันระหว่างกันโดยมีความเชื่อมั่นผู้เรียนทุกคนมีความสามารถในการเรียนรู้ได้ และมีวิธีการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน

8.       Good Habit เป็นกิจกรรมที่ผู้เรียนได้พัฒนาคุณลักษณะนิสัยที่ดีงาม เช่น ความรับผิดชอบ ความเมตตา กรุณา ความมีน้ำใจ ความขยัน ความมีระเบียบวินัย ความเสียสละ ฯลฯ และ ลักษณะนิสัยในการทำงานอย่างเป็นกระบวนการการทำงานร่วมกับผู้อื่น การยอมรับผู้อื่น และ การเห็นคุณค่าของงาน เป็นต้น

 9.       Self Evaluation เป็นกิจกรรมที่เน้นการประเมินตนเอง เดิมผู้สอนเป็นผู้ประเมินฝ่ายเดียว แต่การเปิดโอกาสให้ผู้เรียนประเมินตนเองอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง จะช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจตนเองได้ชัดเจนขึ้น รุ้จุดเด่นจุดด้อยและพร้อมที่จะปรับปรุงหรือพัฒนาตนเองให้เหมาะสมยิ่งขึ้น การประเมินในส่วนนี้เป็นการประเมินตามสภาพจริงและอาจใช้แฟ้มสะสมผลงานช่วย

 

บทบาทผู้เรียนในการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning

ในทำนองเดียวกันการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ผู้เรียนไม่ได้เป็นผู้นั่งฟังผู้สอนบรรยาย อย่างเดียว แต่เป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนกิจกรรมเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ ดังที่ นนทลี พรธาดาวิทย์ )2559: 28) กล่าวไว้ดังนี้

          1. มีความรับผิดชอบ เตรียมตัวล่วงหน้าให้พร้อมที่จะเรียนรู้ ศึกษา และปฏิบัติงานในสิ่งที่ผู้สอน มอบหมายให้ศึกษาล่วงหน้า

          2. ให้ความร่วมมือกับผู้สอนในการจัดการเรียนรู้ เริ่มจากการวางแผนการจัดการเรียนรู้ การดำเนิน กิจกรรม และการประเมินผล

          3. มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมอย่างกระตือรือรั้น

          4. มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ การทำงานเป็นทีม และการยอมรับ ฟังความคิดเห็นของผู้อื่น

          5. มีความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ได้ลงมือปฏิบัติ ในสถานการณ์จริงด้วยตนเองเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ ด้วยตนเอง

          6. มีการใช้ความคิดเชิงระบบ ได้แก่ การคิดวิเคราะห์ การคิดเชิงเหตุผล การคิดอย่างมีวิจารณญาน การคิดเชื่อมโยง และการคิดอย่างสร้างสรรค์

          7. มีทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้ เพราะการเรียนรู้ไม่ใช่เรื่องที่นเบื่อ แต่การเรียนแบบสนุกสนาน มี ชีวิตชีวา

 

 พฤติกรรมความสนใจในศิลปะ

      นักจิตวิทยาทางการศึกษาทั่วโลกเชื่อกันว่าเด็กทุกคนมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และสามารถพัฒนาให้เจริญงอกงามได้ตามระดับความสามารถของแต่ละบุคคล ถ้าหากเด็กนั้นๆได้รับการเสริมและสนับสนุนให้มีการแสดงออกภายใต้บรรยากาศที่มีเสรีภาพ สำหรับเด็กที่มีความคิดสร้างสรรค์ในตัว สามารถพิจารณาจากพฤติกรรมได้หลายด้านดังนี้

1.การเป็นผู้กระตือรือร้นอยู่ตลอดเวลา

2.การเป็นผู้สร้างสรรค์สิ่งต่างๆด้วยความคิดของตนเอง

3.การเป็นผู้ชอบสำรวจตรวจสอบความคิดใหม่ๆ

4.การเป็นผู้เชื่อมั่นในความคิดของตังเอง

5.การเป็นผู้สอบสวนสิ่งต่างๆ

6.การเป็นผู้มีประสาทสัมผัสอันดีต่อความงาม

 

          จะเห็นได้ว่าการสร้างสรรค์ คือการเจริญงอกงามทั้งด้านความคิด ร่างกาย และพฤติกรรมและศิลปะคือ เครื่องมือที่ดีและเหมาะสมที่สุดในการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เพราะกระบวนการทางศิลปะไม่มีขอบเขตแห่งการสิ้นสุด สามารถสร้างความเพลิดเพลินให้แก่เด็กได้ตลอดเวลานอกจากนี้ยังช่วยให้เด็กเกิดความคิดที่ต่อเนื่องอย่างไม่จบสิ้น และก้าวไปยังโลกแห่งจินตนาการอย่างไม่มีขอบเขต การวาดรูป (drawing) และการระบายสี (Painting) เป็นกิจกรรมหนึ่งซึ่งช่วยในการทำงานประสานกันระหว่างมือและตา เด็กจะรู้จัก สี เส้น รูปทรง พื้นผิว ขนาดที่จะต้องพบในชีวิตประจำวันของเขา ภาพที่จะเห็นต่อไปนี้เป็นภาพที่วาดโดยเด็กปฐมวัยอายุ 3-4 ขวบ เป็นภาพที่วาดตามความคิดและจินตนาการของเด็กเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งซึ้งช่วยในการทำงานประสานกันระหว่างมือและตา เด็กจะรู้จัก สี เส้น รูปทรง พื้นผิว ขนาดที่จะต้องพบในชีวิตประจำวันของเขา และกิจกรรมนี้จะสอนให้เด็กๆวาดรูปได้ โดยเริ่มจากเส้นก่อน สำหรับน้องๆที่เพิ่งเริ่มหัดวาดรูป จากนั้นจะหัดวาด สิ่งต่างๆรอบตัว เด็กๆจะได้รู้จักกับรูปร่าง Shape และรูปทรง Form ต่างๆ

          เพื่อเป็นพื้นฐานในการวาดในขั้นสูงต่อๆไป ส่วนการระบายสีภาพนั้นเด็กๆจะได้ฝึกใช้สีหลายๆชนิด ได้แก่ สีไม้ สีชอลค์ สีน้ำ สีโปสเตอร์ สีเมจิก สีเทียน สีอะครีลิค สีผสมอาหาร พร้อมทั้งรู้วิธีการระบายสีให้เกิดความสวยงาม การปั้นหรือที่เรียกว่างานปะติมากรรม (Sculpture) เด็กๆจะได้เรียนรู้การปั้น modelling แบบง่ายๆโดยใช้ดินน้ำมันที่มีสีสันต่างๆเรียนรู้เทคนิค การปั้นแบบนูนต่ำ แบบนูนสูงและลอยตัว เพื่อฝึกกล้ามเนื้อมือนอกจากนี้เด็กๆยังได้ทำงานปะติมากรรมแขวนหรือโมบายล์ mobile เด็กๆใช้ดินน้ำมันหรือ ดินเหนียว แป้งโด ฯลฯ มาปั้นเป็นรูปต่างๆตามจินตนาการของเด็กแต่ละคนซึ้งจะแตกต่างกันไป เป็นการฝึกสมาธิ และพัฒนากล้ามเนื้อส่วนต่างๆของเด็กเด็กจะได้เรียนรู้รูปร่างต่างๆ กิจกรรมกระดาษ (Papers) เด็กๆจะได้ฉีก ตัด ปะ ม้วน พับขยำกระดาษต่างๆ เช่น กระดาษสี กระดาษหนังสือพิมพ์ กระดาษทิชชู่ หนังสือแมกกาซีนต่างๆ ที่เป็นกระดาษอาบมัน กระดาษกล่อง ฯลฯ และนำมาสร้างสรรค์ให้เกิดงานศิลปะต่างๆ การพิมพ์ภาพ (paint Making)เป็นการสร้างภาพหรือลวดลายที่เกิดจากการนำวัสดุหลายๆประเภท เช่น ใบไม้ กิ่งไม้ ก้านกล้วย หรืออวัยวะของร่างกาย เช่น มือ เท้า มาใช้เป็นแม่พิมพ์กดทับลงบนสีแล้วนำไปพิมพ์บนกกระดาษหรือผ้าก็ได้ และเด็กๆจะได้พิมพ์ภาพจากวัสดุต่างๆ ที่มีอยู่ทั่วไปและวัสดุที่มีอยู่ในธรรมชาติ เช่น ใบไม้ ดอกไม้ ก้านกล้วย มันเทศ ฯลฯ มาทำให้เกิดเป็นภาพต่างๆ เป็นการเรียนรู้ วิธีการ และเทคนิคใหม่ๆ ในการทำงานอีกด้วย การประดิษฐ์สร้างสรรค์ (Creative Crafts) เด็กๆจะได้ทำงานประดิษฐ์ ที่ทำจากวัสดุต่างๆ เช่น กล่อง กระป๋องนม ลูกปัด หลอด ไม้ไอติม เศษผ้า ริบบิ้น ฯลฯ ทำให้เกิดประสบการณ์ทางด้านความคิด สร้างสรรค์และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้

      เรียนศิลปะช่วยพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างไร ทำให้เด็กได้ฝึกการใช้

จินตนาการอย่างอิสระ ซึ่งจะมีผลให้เด็กเป็นคนกล้าคิด กล้าริเริ่มสิ่งใหม่ๆทำให้เด็กได้แสดงออกถึงสิ่งที่ตนคิดและรู้สึกโดยเฉพาะในเด็กเล็กที่ยังไม่สามารถสื่อสารทางตัวอักษรได้ดีทำให้เด็กรักการทำงานและมีความภาคภูมิ เมื่อการสร้างสรรค์งานศิลปะของเด็กแต่ละชิ้นเสร็จสิ้นลง เด็กจะรู้สึกภาคภูมิใจกับผลงานของเขามาก ทำให้กระตือรือร้นที่จะสร้างผลงานชิ้นใหม่ต่อไปช่วยฝึกความประณีตและสมาธิเพราะในขณะที่เด็กพยายามควบคุมมือให้สามารถวาด ระบายสีหรือประดิษฐ์สิ่งหนึ่งสิ่งใดให้สำเร็จนั้นต้องใช้ความตั้งใจ ความพยายามและใช้สมาธิที่แน่วแน่มั่นคงตามวุฒิภาวะของเด็กแต่ละวัย

          ทำให้เด็กเป็นคนมีสุนทรียภาพ มีความละเอียดอ่อนในจิตใจ ทำให้รู้คุณค่าในธรรมชาติ ศิลปะ วัตถุ หรือรูปแบบความคิดต่างๆ ทำให้มีชีวิตและจิตใจที่งดงาม ฝึกให้เด็กรู้จักการทำงานร่วมกัน รู้จักปรับตัวและปรับความคิดให้สอดคล้อง ยอมรับซึ่งกันและกัน อันเป็นพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันอย่างสามัคคีและเป็นประชาธิปไตยในสังคม ประโยชน์ของการส่งเสริมเด็กทางด้านศิลปะ เป็นการฝึกทักษะทางด้านศิลปะให้ดีขึ้น ให้เด็กกล้าคิดกล้าแสดงออกอย่างอิสระ รู้จักแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ทำให้มีสมาธิในการเรียนที่ดีขึ้น และยังมีผลถึงพัฒนาการด้านอื่นๆทั้งหมด การที่เด็กได้ทำมาก ฝึกฝนมากจะยิ่งช่วยให้เด็กเกิดความชำนาญมากขึ้นอีกด้วย ถือเป็นการสั่งสมประสบการณ์อันมีค่ายิ่งของเด็ก หากเด็กได้รับการสนับสนุนให้สร้างสรรค์ศิลปะ อย่างต่อเนื่องก็เท่ากับว่าเป็นทางหนึ่งซึ่งสั่งสมความคิดสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นกับเด็ก อย่างต่อเนื่องเช่นกัน เพราะศิลปะมีกระบวนการ และธรรมชาติที่เอื้อแก่การพัฒนาทางสมอง เพื่อเพิ่มพูนความคิดสร้างสรรค์มากที่สุดยิ่งเด็กมากเท่าไร สติปัญญาของเด็กก็จะเติบโตมากเท่านั้น และหากการได้คิดมากๆ คือการทำให้สมองแหลมคม การที่เด็กได้ขีดเส้นลงไปแต่ละเส้น หรือระบายสีก็ล้วนมีผลทำให้สมองได้ทำงานอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดยแบ่งเป็นประเภทกิจกรรมต่าง ๆ ได้ดังนี้

 

                                    ภาพที่ 1 การปั้น

ที่มา : https://www.youngciety.com/article/journal/arts-for-kids.html

การปั้น คือกิจกรรมที่ใช้วัตถุที่เป็นดินน้ำมัน แป้งโด ดินเหนียว โดยคลึงให้เป็นเส้น ปั้นเป็นแผ่น ปั้นเป็นก้อนกลมหรือสี่เหลี่ยม ปั้นตามเรื่องราวไม่ว่าจะเป็นสัตว์ สิ่งของ ตามเรื่องเล่าจากนิทานปั้นตามจินตนาการ

กิจกรรมศิลปะการปั้นดินญี่ปุ่น สำหรับเด็กปฐมวัย
สวนสัตว์แป้งโด

 

 ที่มา : https://www.youngciety.com/article/journal/arts-for-kids.html

     

          เป็นกิจกรรมที่นำกระดาษต่าง ๆ มาฉีก ตัดและ ปะติดลงบนกระดาษให้เกิดเป็นภาพต่าง ๆ ตามจินตนาการ กระดาษที่ใช้สำหรับฉีกไม่ควรแข็งหรือเหนียวเกินไป เช่น กระดาษสีมัน กระดาษหนังสือพิมพ์ กระดาษนิตยสาร เป็นต้น การฉีก ตัด ปะกระดาษทำได้หลายวิธี ได้แก่ ฉีกกระดาษเป็นชิ้นติดซ้อนเรียงกัน หรือฉีกกระดาษเป็นชิ้นติดลงบนภาพที่กำหนดให้ ฉีกกระดาษตามรูปที่วาดไว้ให้แล้วให้เด็กฉีกกระดาษที่เป็นส่วนเกินออก ฉีกกระดาษเป็นรูปทรงเรขาคณิต เช่น สี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม วงกลม ฉีกหรือตัดกระดาษอิสระเป็นรูปตามจินตนาการ

การฉีก ตัด ปะ กิจกรรมศิลปะที่ส่งเสริมพัฒนาการและความคิดสร้างสรรค์

ฉีก ตัด ปะ กิจกรรมฝึกกล้ามเนื้อมือ สำหรับเด็กปฐมวัย

 

ที่มา : https://www.youngciety.com/article/journal/arts-for-kids.html

         เป็นการประดิษฐ์กระดาษให้มีลักษณะเป็นภาพ 3 มิติ ซึ่งกิจกรรมนี้จะมีความยากขึ้นมาเล็กน้อย ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ ต้องอาศัยการทำงานประสานสัมพันธ์ระหว่างกล้ามเนื้อมือ ตาและนิ้วมือ พับกระดาษให้เป็นภาพ ตามขั้นตอนซึ่งลำดับขั้นตอนนั้นไม่ควรยากเกินความสามารถของเด็ก

พื้นฐานงานพับกระดาษ เสริมทักษะการประสานสัมพันธ์มือและตา
กิจกรรม งานพับกระดาษ หุ่นนิ้วมือรูปสัตว์
กิจกรรมงานพับกระดาษ ต้อนรับเทศกาลวันคริสต์มาส ศิลปะสร้างสรรค์ปฐมวัย

 


ภาพที่ 5 งานประดิษฐ์เศษวัสดุ

เป็นการรวบรวมเศษวัสดุเหลือใช้ เช่น กล่องนม เศษกระดาษ กระดาษห่อของขวัญ แกนกระดาษทิชชู่ ฯลฯ มาประดิษฐ์เป็นสิ่งต่าง ๆ ตามแบบอย่างหรือตามจินตนาการได้อย่างอิสระ

- กิจกรรมฝึกสมาธิสำหรับเด็กปฐมวัย เกมตกสัตว

ภาพที่ 4 กิจกรรมการพิมพ์ภาพ

         การพิมพ์ภาพด้วยส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น นิ้วมือ ฝ่ามือ แขน ข้อศอก ฯลฯ การพิมพ์ภาพจากวัสดุธรรมชาติต่าง ๆ เช่น พืช ผัก ผลไม้ ฯลฯ การพิมพ์ภาพจากวัสดุเหลือใช้ต่าง ๆ เช่น หลอด ฝาน้ำอัดลม ขวดน้ำ ฯลฯ รวมถึงการพิมพ์ภาพด้วยการขยำกระดาษ การขูดสี เช่น ให้เด็กวางกระดาษบนใบไม้หรือเหรียญ แล้วใช้สีขูดลอกลายออกมาเป็นภาพตามวัสดุนั้น ๆ ค่ะ

สร้างภาพพิมพ์จากลายนิ้วมือ

 พัฒนาการด้านศิลปะการขีดเขียนวัยเด็กตอนต้น

-พัฒนาการขีดเขียนที่เป็นสากล
          มีความเชื่อกันว่า พัฒนาการขีดเขียนของเด็กทั่วโลกมี 5 ขั้นตอน ซึ่งเด็กๆ ทุกคนที่มีโอกาสได้พัฒนาศิลปะขีดเขียน จะพัฒนาไปตามขั้นตอนนี้ทั้งสิ้น ยกเว้นแต่ว่ามีสิ่งแวดล้อมภายนอกมาทำให้พัฒนาการต้องชะงักงัน เด็กจะผ่านขั้นตอนไปตามลำดับขั้น แต่ความเร็วช้า(อายุที่ต้องพัฒนา) มีความแตกต่างไปในรายบุคคล และขอให้ถือเสมอว่าการแบ่งขั้นตอนที่จะกล่าวต่อไปนี้ ไม่ใช่การแบ่งอย่างเฉียบขาด พัฒนาการเชิงศิลป์มีความเหลื่อมลํ้าในการแบ่งระยะขั้นตอนของพัฒนาการ อนึ่ง สำหรับภาพวาดเขียนของเด็กในช่วงวัยเด็กตอนต้นนี้ น่าประหลาดที่มีความเหมือนๆ กันในเด็กทั่วโลก ในด้านเส้นขีดเขียน การวางตำแหน่งภาพ การให้รายละเอียดในภาพ ขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรมที่ผู้ใหญ่เรียนรู้ เมื่อผ่านพ้นวัยเด็กไปแล้ว ทำให้ผลงานทางศิลปะของผู้ใหญ่แต่ละท้องถิ่นต่างกัน

 

          ไม่ว่าเด็กจะวาดรูปเป็นรูปทรงที่ผู้ใหญ่รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างก็ตามที เด็กๆ จะตั้งใจขีดเขียนด้วยความตั้งใจ พอใจ และภูมิใจในผลงานของตนอย่างมาก ภาพทุกๆ รูปทรง เป็นการแสดงออกถึงความคิด จินตนาการ และอารมณ์ของเด็ก อย่างที่ผู้ใหญ่ควรให้ความสนใจและสนับสนุน เพราะจากการวาดเหล่านี้ เด็กจะพัฒนาความรักในศิลปะแบบนี้สืบไป การวาดเขียนของเด็กเป็นการเล่นสนุกปนเรียนชนิดหนึ่ง และเป็นการให้โอกาสเด็กสร้างจินตนาการ ถ่ายทอดจินตนาการ ทั้งยังเป็นพัฒนาการทางความคิด และอารมณ์อย่างหนึ่ง

 

การขีดเขียนทั้ง 5 ขั้นตอน คือ :
1. ขั้นขีดเขี่ย (The scribbling stage) อายุประมาณ 2-4 ปี
2. ขั้นก่อนแบบแผน (The preschematic stage) อายุประมาณ 4-7 ปี
3. ขั้นแบบแผน (The schematic stage) อายุประมาณ 7-9 ปี
4. ขั้นเริ่มเหมือนจริง (The dawning realism) อายุประมาณ 9-11 ปี
5. ขั้นมีเหตุผล (The stage of reasoning) อายุประมาณ 11-13 ปี

 

 ขั้นขีดเขี่ย

          ผู้ที่มีความรู้เชิงศิลป์ยังอธิบายว่า การขีดเขี่ยของเด็กเป็นพื้นฐานความรู้และความเข้าใจในแบบของศิลปะลายเส้น (Graphic art) ภาพวาดลายเส้นของเด็กทุกเส้นเป็นศิลปะทั้งสิ้น (ประภัสร นิยมธรรม, 2522)      ขั้นขีดเขี่ยเริ่มต้นแล้วตั้งแต่วัยทารก(ดังได้อภิปรายมาบ้างแล้ว) การขีดเขี่ยเป็นกระบวนการตามธรรมชาติ เด็กทุกๆ คนชอบขีดเขี่ย การขีดเขี่ยดูเหมือนว่าเป็นการเล่นสนุกๆ ไม่มีความหมาย สำหรับผู้ใหญ่ แต่ที่จริงแล้วมีความหมายมากสำหรับเด็ก การขีดเขี่ยเป็นบทเรียนที่ทำให้เด็กได้รู้จักเริ่มมองเห็นความสัมพันธ์ของภาพและพื้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปเป็นการเรียนรู้แบบลงมือกระทำ ลองผิดลองถูก เด็กเรียนรู้จักการวางตำแหน่งของภาพ รู้จักวางทิศทางของภาพ ฯลฯ ระยะแรกสุด การขีดเขี่ยของเด็กไม่มีระเบียบอะไรเลย ต่อมาเด็กจะเริ่มพัฒนาความสามารถในการขีดเขี่ยเพิ่มพูนขึ้น ตามประสบการณ์และตามทักษ ความสามารถในการใช้มือ แขน ตา การรับรู้ ความเข้าใจ ได้อย่าง ประสานสัมพันธ์กัน เด็ก 2-3 ขวบ จะสามารถลากเส้นยาวๆ ได้ ทำรูปวงกลมหรือรูปทรงอย่างอื่นได้ เมื่อเขาสามารถบังคับมือให้ทำรูปทรงได้แล้ว ต่อมาก็จะพัฒนาความสามารถไปอีกระดับหนึ่ง คือรู้จักใช้ภาษาดังชื่อ “สิ่ง” ที่เขาวาด (Symbolization) ซึ่งยังไม่ตรงกับความเป็นจริง ขั้นขีดเขี่ยมีพัฒนาการ 4 ลำดับขั้นคือ

(1) ขั้นขีดเขี่ยที่ไม่เป็นระเบียบ

(2) ขั้นขีดเขี่ยเป็นเส้นยาว                

(3) ขั้นขีดเขี่ยเป็นวงกลม

(4) ขั้นตั้งชื่อการขีดเขี่ย

 

 4.ขั้นตั้งชื่อการขีดเขี่ย

           1.ลักษณะการขีดเขี่ยขั้นพื้นฐาน

มีอยู่ 20 ลักษณะ ประกอบด้วยเส้นแนวนอน แนวตั้ง เส้นโค้ง ทแยงมุม วงกลม เส้นคลื่นและจุด ดังแสดงด้วยภาพข้างล่างนี้ 


(ประภัสร นิยมธรรม, 2522, หน้า 6)

          2.การกำหนดรูปทรงในขั้นขีดเขี่ย (2-4 ขวบ) เด็กในขั้นขีดเขี่ยจะกำหนดรูปทรงได้ยังไม่สมบูรณ์ แต่ต่อมาจะดูเป็นรูปทรงยิ่งขึ้นๆ ใกล้ความจริงไปทุกที เริ่มจากมองไม่เห็นเป็นรูปทรงอะไรๆ เลย แล้วพัฒนาเป็นรูปวงกลม วงสี่เหลี่ยม วงรี สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม ทะแยงมุม ฯลฯ บางทีเมื่อเด็กเขียนพอมองเห็นเป็นรูปทรงแล้ว เด็กอาจจะหยุดไว้และอาจต่อเติมเส้นใหม่ๆ ลงไปอีกในเวลาอื่น การจัดวางรูปทรงแบบต่างๆ เริ่มมองเห็นได้เมื่อเด็กอายุประมาณ 3 ขวบ

 

 (ประภัสร นิยมธรรม, 2522, หน้า 22)

 

ขั้นก่อนแบบแผน (4-7 ขวบ)

     ขั้นตอนนี้เหลื่อมลํ้ากับขั้นตอนที่ 1 อยู่มาก มีพัฒนาการด้านการขีดเขียน ดังต่อไปนี้

                  1 . รู้จักออกแบบ (ประมาณ 3-4-5 ขวบ)

เริ่มรู้จักออกแบบโครงร่างอย่างง่ายๆ เช่น เขียนรูปวงกลมใส่ในรูปสี่เหลี่ยม เอารูป 2 แบบมารวมด้วยกันได้ การเขียนเส้นตามแนวนอนมีความตรงขึ้น บางทีก็เอารูปต่างๆ หลายๆ รูปมารวมกัน การออกแบบของเด็กเกิดจากทั้งจินตนาการและผนวกกับสิ่งที่เด็กได้พบเห็นรอบๆ ตัว และจะเพิ่มรายละเอียดในรูปยิ่งกว่าระยะแรกๆ

     เด็กที่สามารถวาดภาพวงกลมได้แล้ว จะพัฒนาแบบของวงกลมออกไปเป็นรูปแบบต่างๆ เช่น ดวงอาทิตย์ มีรัศมี กากบาทในวงกลม ล้อรถ หน้าคน ดอกไม้ ฯลฯ

 

(ประภัสร นิยมธรรม, 2522, หน้า 28)

                 2. เริ่มเขียนคน (4-5 ขวบ)

     เด็กเริ่มเขียนภาพคน หลังจากที่เขาสามารถเขียนรูปวงกลมมีรัศมีซึ่งหมายถึงแสงอาทิตย์ได้ โดยเขียนหน้าคนก่อน และมีแขนขาประกอบเล็กน้อย รูปคนที่วาดก่อนอายุ 6 ขวบ จะไม่ถูกสัดส่วนทางกายวิภาค สำหรับเด็กรูปนั้นคือรูปคนที่เขาพออกพอใจ

 

นักรบเจ้าจักรวาลฮีแมน โดยเด็กชายภู  ผุสดี อายุ 4 ขวบ 11 เดือน เขียนด้วยดินสอดำบนกระดาษปอนด์ขนาด 19 ½ x13 ซม. เมื่อ 24 ธ.ค.30

           3. เริ่มเขียนเป็นรูปร่างและเรื่องราว (4 – 6 ขวบ)

    เด็กระยะนี้เริ่มเขียนภาพที่ดูแล้วเห็นเป็นเรื่องเป็นราวได้ เช่น สัตว์ยืนทื่อๆ ด้วยขา 2 ขา มีใบหูอยู่บนหัว บ้านก็เป็นรูปผสมของสี่เหลี่ยมจตุรัส สี่เหลี่ยมผืนผ้า ดอกไม้เป็นรูปวงกลม บนเส้นตรง เครื่องบินเป็นเส้นเฉียงตัดกัน รถยนต์คือบ้านที่มีล้อ บ้านก็ดูมีชีวิตจิตใจเหมือนคน คือบางบ้านเศร้า บางบ้านรื่นเริง ภาพสัตว์ปนกับภาพคน หรือสัตว์บางตัวมีหลายขา สัตว์ก็อาจเป็นคนได้ด้วยเพราะใบหน้าเป็นใบหน้าคน มีผม รวมทั้งมีเท้าและมีขาสองข้าง หรืออาจมีขาตั้งโหล ภาพสัตว์กับคนจึงดูผสมกัน (ประภัสร นิยมธรรม, 2522)

     ภาพวาดของเด็กอายุ 4 ขวบที่มีความคล้ายคลึงกันในเด็กแทบทั่วโลก

(หมายเหตุ:Kellog เป็นนักจิตวิทยาผู้ที่ได้ศึกษาเรื่องการวาดเขียนของเด็กที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติ ได้คงความเดิมที่อธิบายลักษณะภาพของเด็ก 4 ขวบ ไว้ตามต้นฉบับภาษาอังกฤษ สำหรับผู้ที่ต้องการเข้าใจอย่างลึกซึ้ง

          (อ้างจาก Scan- et al., 1986, หน้า 238)

“It’s a Person!” At about age 4, children everywhere begin to draw tadpole figures that they label “Mommy,” “a person, or me.” The child’s first tadpole may be a happy accident—a circle with some protruding lines that is sufficiently humanoid to merit a human label. When the young artist discovers that he can regularly achieve this effect, he has entered the representation stage. The drawing stands for someone. Typically, youngsters draw tadpole after tadpole, delighted with their newfound ability.

(Kellogg. 1969)

 

4. เขียนเป็นรูปร่างและเรื่องราว (5-7 ขวบ)

ถึงตอนนี้เด็กจะวาดภาพเป็นรูปร่างและเป็นเรื่องราวมากกว่าตอนที่ผ่านมา มีความสมดุลของภาพ เด็กรู้จักใช้วัสดุหลายชนิด อวัยวะนิ้วมือ และการรับรู้ทำงานประสานกันเป็นอย่างดี (ประภัสร นิยมธรรม, 2522)

 

วาดโดย : เด็กหญิงนิราวรรณ อายุ 5 ปี 11 เดือน

ชื่อภาพ : รถแล่นบนทางด่วน ผ่านตึกใบหยกและเซ็นทรัล

(จาก “รักลูก” , 66 กรกฎาคม2531)

  

ขั้นแบบแผน (7-9 ปี)

     ขั้นแบบแผนเป็นขั้นตอนที่ปรากฏในวัยเด็กตอนปลาย แต่ก็อาจเหลื่อมล้ำกับพัฒนาการการขีดเขียนของเด็กวัยเด็กตอนต้นในเด็กบางคน จึงขอนำเสนอลักษณะพัฒนาการของการวาดเขียนขั้นแบบแผนในที่นี้ เพื่อให้เห็นความต่อเนื่อง

     ลักษณะพัฒนาการที่จะกล่าวได้ว่าเด็กได้พัฒนาการขีดเขียนเข้าสู่ขั้นแบบแผน คือความสามารถในการเขียนที่เด็กรู้จักใช้เส้นฐาน รู้จักวาดภาพพับกลาง และวาดภาพโปร่งใl

1. การใช้เส้นฐาน เส้นฐานคือ เส้นที่ใช้สำหรับรองรับรูปต่างๆ ที่ปรากฏบนภาพ เช่น เส้นนอน เส้นโค้ง เส้นขอบกระดาษ รูปต่างๆ ที่ปรากฏบนเส้นฐานต้องตั้งฉากกับเส้นฐาน (มักไม่ตั้งฉากจริงๆ จังๆ) บางครั้งบนเส้นฐานหนึ่งก็แสดงเหตุการณ์อย่างหนึ่ง การที่เด็กรู้จักใช้เส้นฐานเป็นสิ่งแสดงความเจริญเติบโต ทางความคิดว่า เด็กเริ่มเข้าใจความสัมพันธ์ของตนกับสิ่งแวดล้อมได้ดีขึ้น

     2. ภาพพับกลาง

          เป็นลักษณะการขีดเขียนที่คล้ายของจริง โดยเด็กจะรู้จักใช้เส้นขนานกัน รูปต่างๆ จะอยู่บนเส้นฐานของแต่ละด้าน ซึ่งคล้ายๆ กับตั้งอยู่คนละฝั่งคลองหรือแม่น้ำ ตัวอย่างภาพพับกลาง เช่น ถนนหนทางที่มีบ้านเรือนสองฟากทาง ภาพลำคลองยาว ซึ่งมีต้นไม้อยู่สองฟากฝั่ง

     บางครั้งภาพพับกลางไม่จำเป็นต้องเป็นเส้นฐานที่ขนานกันก็ได้ แต่อาจโค้งไปมาจรดกันเป็นรูปวงกลม แล้วถือเอารูปวงกลมเป็นเส้นฐานเขียนรูปต่างๆ ทางด้านนอก ให้ตั้งฉากกับเส้นฐานนี้ รูปต่างๆ ปรากฏบนเส้นวงกลม เช่น ดอกไม้ ดวงอาทิตย์ สระน้ำ ซึ่งนับเป็นการวาดแบบพับกลางเช่นกัน

                      3. ภาพโปร่งใส

     คือภาพที่แสดงรายละเอียดต่างๆ ให้ปรากฏอย่างทะลุปรุโปร่ง ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วเราไม่สามารถเห็นทุกสิ่งทุกอย่างเช่นนั้นเลย เช่น ภาพบ้านที่แสดงให้เห็นสิ่งของเครื่องใช้ทุกชิ้นในบ้าน คนในบ้าน ต้นไม้ สัตว์เลี้ยง ทั้งนี้เด็กมิได้คิดถึงความเป็นจริง แต่ใช้จินตนาการของตน

 

ลักษณะของภาพในขั้นตอนนี้บางประการ:

1. เส้นไม่ขาดหาย ไม่ขยุกขยิก เด็กบางคนสามารถแสดงภาพที่เห็นการเคลื่อนไหวได้แล้ว

2. ส่วนที่ตนเห็นว่าไม่สำคัญจะตัดทิ้งไป เลือกเขียนเฉพาะส่วนที่ตนเห็นว่าสำคัญ

3. สามารถแบ่งแยกเรื่องราว เหตุการณ์ในรูปได้

4. ภาพไม่สมจริงเสมอไป เช่น แขน ขา ยาว ผิดปกติ ทั้งนี้เป็นไปตามเจตนาที่เด็กต้องการเน้น

5. แสดงรายละเอียดในภาพได้มากขึ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเจริญของสมรรถภาพในการรับรู้

6. ใช้สีได้ตรงตามความเป็นจริง เช่น ต้นไม้สีเขียวทะเลสีฟ้า

7. รู้จักวางภาพอย่างมี Figure and ground

8. แสดงออกซึ่งจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์จำเพาะตนได้

 

(ไม่ปรากฏชื่อผู้วาด : สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ, 2529, หน้า 74)

ภาพเขียนของเด็ก : ความคิดของเด็กที่เรามองเห็นได้

Schell & Hall (1979, หน้า 232) ได้เสนอผลการวิจัยซึ่งสรุปได้ว่า ภาพวาดเขียนของเด็ก วัยเด็กตอนต้น    ได้แสดงให้เห็นถึงสมรรถภาพในการคิดนึกด้วยสัญลักษณ์ของเด็กอันอัศจรรย์ยิ่ง ลายเส้นและภาพที่เด็กแสดงออกมานั้น ดูยุ่งเหยิงไร้ระเบียบอันเกิดจากความด้อยสมรรถภาพในการใช้มือ การเริ่มฝึกหัดใช้เครื่องมือในการขีดเขียน (เช่น ดินสอ ดินสอเทียน ไม้บรรทัด ฯลฯ) และความไม่เข้าใจสิ่งแวดด้อม สิ่งเหล่านี้จะค่อยๆ พัฒนาให้ดูดียิ่งขึ้นๆ เมื่อเด็กเจริญวัย ภาพวาดเขียนของเด็กยังเป็นกระจกสะท้อนให้เห็นถึงลำดับขั้นของพัฒนาการทางความคิด วิธีการแก้ปัญหา ลักษณะอารมณ์ และนิสัยใจคอของเด็ก จนอาจกล่าวได้ว่า ภาพเขียนของเด็กคือ “ความคิดของเด็กที่เรามองเห็นได้ (Visible thinking)”

     มีความเชื่อกันว่า แรงจูงใจในการสร้างสรรค์งานศิลป์ด้วยการขีดเขียนนั้น เด็กทุกๆ คนมีพรสวรรค์แห่งความสามารถนี้ในตัว ไม่ว่าเขาผู้นั้นจะเกิดอยู่ ณ สถานที่ใด มีภูมิปัญญาระดับใด เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่จะชื่นชมงานศิลป์หรือไม่ แรงจูงใจในการสร้างสรรค์งานศิลป์เชิงขีดเขียน ซึ่งติดตัวมาตามธรรมชาติของเด็ก จะเริ่มค่อยๆ เลือนไป ถ้าหากไม่ได้รับการส่งเสริมสนับสนุนจากผู้ใหญ่ สิ่งแวดล้อมไม่เอื้ออำนวย การสอนศิลป์ผิดๆ แก่เด็ก (Scarr et al., 1986)

ที่มา:ศรีเรือน  แก้วกังวาน

 

  ที่มา :ศรีเรือน  แก้วกังวาน "พัฒนาการด้านศิลปะการขีดเขียนวัยเด็กตอนต้น

" [ออนไลน์].เข้าถึงได้จาก

  https://www.healthcarethai.com/%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%9B%E0%B8%B0/  สืบค้นเมื่อ   7 สิงหาคม 2564.

 

ที่มา : dawatkok Penprakhon "ศิลปะสำหรับเด็กปฐมวัย" [ออนไลน์].เข้าถึงได้จาก

https://www.gotoknow.org/posts/475621?fbclid=IwAR1oEzZptLHQCS5014ta9REjGywf0iZHmEDnBlnLrXT9LKw3N0MwAm7Gtts

สืบค้นเมื่อ   7 สิงหาคม 2564.

ที่มา : Krumam "กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัย" [ออนไลน์].เข้าถึงได้จาก

https://www.youngciety.com/article/journal/arts-for-kids.html

 สืบค้นเมื่อ   7 สิงหาคม 2564.

ที่มา : ไม่ปรากฏชื่อ "บทบาทผู้เรียนในการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning" [ออนไลน์].

เข้าถึงได้จาก https://www.gotoknow.org/posts/602149?

สืบค้นเมื่อ   14  สิงหาคม 2564.

 

ที่มา : สุภาวดี พึ่งฉิ่ง " การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ  SSAPA"

[ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก

http://202.44.135.157/dspace/bitstream/123456789/2713/1/58263313.pdf?

สืบค้นเมื่อ   14 สิงหาคม 2564.

 

ที่มา :kanjana ninnun "จัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ"[ออนไลน์].

เข้าถึงได้จาก https://www.gotoknow.org/posts/602149?

สืบค้นเมื่อ   14 สิงหาคม 2564.

การจัดแสดงผลงานศิลปะของเด็กปฐมวัย

สมาชิกกลุ่ม

นางสาวสุมณฑา ศรีสม

รหัส 63121860102

นางสาวชลธิชา วิบูลเพ็ง

รหัส 63121860103

นางสาวกัณฐิกา ศรีเผือก

รหัส 63121860109

นางสาวเกษชรินทร์ ศรีขุน

รหัส 63121860112

นางสาวศรีสุดา อินโอ้

รหัส 63121860118

นางสาวสานฝัน สูตรตันติ

รหัส 63121860120

นางสาวฐาปนี  เข็มเอี่ยม

รหัส 63121860127

นางสาวสุดารัตน์ บุตรงาม

รหัส63121860130

 

การแสดงผลงานศิลปะของเด็กปฐมวัย

สารบัญ

1. ความเป็นมาของสารนิทัศน์สำหรับเด็กปฐมวัย

2. ความหมายสารนิทัศน์สำหรับเด็กปฐมวัย

3. ความสำคัญของสารนิทัศน์สำหรับเด็กปฐมวัย

4. วัตถุประสงค์ในการสารนิทัศน์สำหรับเด็กปฐมวัย

5. ประเภทของสารนิทัศน์สำหรับเด็กปฐมวัย

6.สารนิทัศน์สำหรับเด็กปฐมวัยเพื่อการศึกษา

          ประเภทสารนิทัศน์สำหรับเด็กปฐมวัยเพื่อการศึกษา

                    - สารนิทัศน์ในห้องเรียน

                    - สารนิทัศน์นอกห้องเรียน

                    - สารนิทัศน์ในระบบโรงเรียน

                    - สารนิทัศน์นอกระบบโรงเรียน

7. สารนิทัศน์จากผลงานเด็กปฐมวัย        

8. บทสรุป

 ความเป็นมาของสารนิทัศน์สำหรับเด็กปฐมวัย

          ระบุว่าเป็นข้อมูลหลักฐานที่อาจเป็นลายมือที่เขียน ภาพเขียน ผลงาน คำพูด การกระทำ ฯลฯ ซึ่งข้อมูลหลักฐานดังกล่าว ในสมัยโบราณถูกมนุษย์คิดค้นวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล และบันทึกไว้เป็นหลักฐานด้วยวิธีการต่างๆ เช่น บันทึกไว้ที่ผนังถ้ำ บันทึกลงใบลาน ฯลฯ เมื่อมีการคิดค้นผลิตกระดาษขึ้นจึงบันทึกบนกระดาษโดยในระยะเริ่มต้นเรามีการเก็บรวบรวมข้อมูลต่างๆ ไว้ในแฟ้มข้อมูลหรือในรูปแฟ้มเอกสารจ่อมามีเทคโนโลยีต่างๆ เริ่มพัฒนาขึ้น เช่น เครื่องบันทึกเสียง เครื่องบันทึกภาพ กล้องถ่ายรูป คอมพิวเตอร์ ฯลฯ ทำให้การเก็บรวบรวมข้อมูลต่างๆ ในชีวิตประจำวันมีความหลากหลายและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

          สารนิทัศน์สำหรับเด็กปฐมวัยเกิดจากแนวคิดของกลุ่มพิพัฒนิยม อาทิ ดิวอี้ พีอาเจท์ ไวก็อตสกี มาลากุชชี ที่เน้นให้เด็กสร้างองค์ความรู้ด้วยการลงมือกระทำ ครูปฐมวัยที่รับแนวคิดของกลุ่มพิพัฒนิยม เช่นครูในโรงเรียนของ เรกจิโอ เอมิเลีย จึงจัดประสบการณ์ที่ยึดเด็กเป็นศูนย์กลาง และมีประสบการณ์ในการเก็บข้อมูลเป็นลักฐานแสดงให้เห็นทั้งกระบวนการ และผลของการจัดประสบการณ์ของตนกับเด็ก และการเรียนรู้ของเด็ก ทำให้เด็กเห็นความทรงจำที่เป็นรูปธรรมมากกว่าว่าตนพูดอะไร ทำอะไร เพื่อก้าวไปสู่การเรียนรู้ชั้นต่อไป  ทำให้นักการศึกษามีเครื่องมือศึกษาค้นคว้าเพื่อพัฒนาและปรับปรุงตนเอง

          ในประเทศไทย สารนิทัศน์สำหรับเด็กปฐมวัยปรากฏในหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546  ที่ระบุแนวทางการจัดประสบการณ์ให้ครูปฐมวัยจัดทำสารนิทัศน์ ด้วยการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กเป็นรายบุคคล นำมาไตร่ตรองและใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาเด็กและการวิจัยในชั้นเรียน อีกทั้งมาตรฐานการศึกษาปฐมวัยเพื่อการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษาปฐมวัย ระบุมาตรฐานด้านการจัดการศึกษาไว้ในมาตรฐานที่ 5 ที่ให้ครูปฏิบัติงานตามบทบาทหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล

 

ความหมายของสารนิทัศน์สำหรับเด็กปฐมวัย

“ สารนิทัศน์” เป็นคำที่ชัยยงค์พรหมวงศ์นักการศึกษาไทยใช้เรียกในความหมายของคำในภาษาอังกฤษว่า“ Documentation” สารนิทัศน์ประกอบด้วยคำว่า“ สาระ” หมายถึงส่วนสำคัญถ้อยคำและคำว่า“ นิทัศน์” หมายถึงตัวอย่างที่นำมาแสดงให้เห็น (พัชรีผลโยธิน 2543: 100) ทั้งนี้มีผู้ให้ความหมายของสารนิทัศน์สำหรับเด็กปฐมวัยไว้ดังนี้

แคทซ์และชาร์ด (Katz & Chard, 1996: 1) ให้ความหมายสารนิทัศน์ว่าหมายถึงตัวอย่างงานเด็กภาพถ่ายงานเด็กที่แสดงความก้าวหน้าข้อคิดเห็นของครูและผู้เกี่ยวข้องกับเด็กบทสนทนาอภิปรายของเด็กรวมทั้งการแสดงความคิดเห็นและบรรยายให้เห็นความมุ่งมั่นในการทำกิจกรรมและการแสดงความคิดเห็นของพ่อแม่ผู้ปกครอง

เฮล์มเบเนเก้และสไตน์เฮเมอร์ (Helm, Beneke & Steinheimer, 2007 cited in Helm, 2010: 15) ได้ให้ความหมายสารนิทัศน์ว่าหมายถึงการจัดให้มีข้อมูลหลักฐาน (The provision of evidence) และหลักฐานนั้นจะต้องแสดงให้เห็นถึงการเติบโตในความรู้ (growth in knowledge) ทักษะ (Skils) และจิตนิสัย (dispositions) ของเด็ก

มาร์เทลล่า (Martella, 2010: 43) ได้ให้ความหมายของคำสำคัญ“ สารนิทัศน์” ที่เชื่อมโยงไปถึงมาตรฐานและการวัดประเมินสำหรับเด็กปฐมวัยว่าหมายถึงกระบวนการในการติดตามและรักษาผลงานเด็กสำหรับเป็นหลักฐานความก้าวหน้าของตัวเด็กและการพัฒนาการจัดโปรแกรมสำหรับเด็กปฐมวัย

ดาลเบิร์กมอสและเพนซ์ (Dahlberg, Moss & Pence, 1999 cited in O'Neill, 2013: 1) ให้ความหมายของสารนิทัศน์ในมุมมองของวิชาครูหรือการสอนว่าสารนิทัศน์เป็นได้ทั้งกระบวนการและเนื้อหาภายในกระบวนการนั้นคือ

1. ส่วนที่เป็นเนื้อหา (Content) คือหลักฐานต่างๆที่บันทึกสิ่งที่เด็กพูดและกระทำซึ่งการรวบรวมเนื้อหานี้สามารถทำได้หลายรูปแบบอาจเป็นลายมือที่เด็กเขียนภาพเขียนภาพถ่ายการบันทึกเสียงการบันทึกภาพและตัวอย่างผลงานเด็ก

 2. ส่วนที่เป็นกระบวนการ (Process) คือการสะท้อนความคิดต่อหลักฐานเป็นความร่วมมือการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นหรือแนวคิดทฤษฎีของนักการศึกษาและผู้เกี่ยวข้องรวมทั้งพ่อแม่และตัวเด็กปฐมวัยเองทั้งนี้อาจจะสะท้อนความคิดคนเดียวหรือสะท้อนความคิดกับบุคคลอื่น

รินาลดิ (Rinaldi, 1994 cited in Wurm, 2005: 98) ให้ความหมายสารนิทัศน์ว่าหมายถึงกระบวนการรวบรวมหลักฐานและสิ่งที่เกิดขึ้นภายในชั้นเรียนรวมทั้งหลักฐานทางกายภาพและวัตถุที่เด็กสร้างขึ้นการไตร่ตรองและการวิเคราะห์สิ่งที่รวบรวมและการนำเสนอสิ่งที่รวบรวมทั้งหมดหรือบางส่วนแก่เด็กครูและผู้ใหญ่อื่นรวมทั้งครอบครัวและผู้ชมด้วยวิธีการที่ทำให้เห็นการเรียนรู้ของเด็กได้ชัดเจนตัวอย่างเช่นบอร์ดสารนิทัศน์วิดีโอวัตถุที่เป็นผลผลิตของเด็กพร้อมการสังเกตหรือสไลด์แสดงกระบวนการ

บุษบงตันติวงศ์ (2541: 41) ให้ความหมายสารนิทัศน์ว่าหมายถึงการจัดระบบหลักฐานเกี่ยวกับการเรียนรู้ของเด็กและการสอนของครูตามหลักการประเมินตามสภาพจริงและหลักการสอนแบบโครงการพัชรีผลโยธิน (2543: 100-101) ให้ความหมายสารนิทัศน์ว่าหมายถึงส่วนสำคัญที่นำมาเป็นตัวอย่างแสดงให้ผู้อื่นเห็นหรือการจัดทำข้อมูลที่จะเป็นหลักฐานหรือแสดงให้เห็นร่องรอยของการเจริญเติบโตพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยจากการทำกิจกรรมของเด็กทั้งที่เป็นรายบุคคลและเป็นรายกลุ่มเกสรกอทอง (2545) ให้ความหมายสารนิทัศน์ว่าหมายถึงผลงานหรืองานที่เกิดจากการกระทำของเด็กที่เป็นตัวอย่างการแสดงออกถึงความสามารถของเด็กที่กระทำโดยตัวเด็กเองในกิจกรรมการเรียนการสอนที่โรงเรียนบันทึกการบอกเล่าของเด็กโดยครูรวมถึงการบันทึกของครูที่ได้จากการสังเกตพฤติกรรมของเด็กในขณะทำกิจกรรม

สรุปได้ว่าสารนิทัศน์สำหรับเด็กปฐมวัยหมายถึงข้อมูลที่เป็นหลักฐานอาจเป็นคำพูดการกระทำผลงานของเด็กหรือการสะท้อนตนเองของเด็กและผู้เกี่ยวข้องสะท้อนความคิดเกี่ยวกับเด็กรวมถึงการจัดทำหลักฐานแสดงให้เห็นการเจริญเติบโตพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย

https://www.stou.ac.th/Offices/rdec/Lampang/main/ebook/21005/21005-13.pdf

 

ความสำคัญของสารนิทัศน์สำหรับเด็กปฐมวัย

          สารนิทัศน์มีความสําคัญต่อเด็กปฐมวัยและผู้เกี่ยวข้องกับเด็กปฐมวัยหลายประการ (Katz & Chard, 1996 Booker, Carter & Nimmo, 1999, ศิรประภา พงศ์ไทย 2542, พัชรี ผลโยธิน 2543) ดังนี้

                     1. ช่วยทําให้ค้นพบ และเห็นพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยอย่างชัดเจนทุกด้าน ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์-จิตใจ สังคม และสติปัญญา ซึ่งไม่สามารถเห็นได้ในแบบทดสอบมาตรฐานและแบบสังเกตรายการ

                     2. ช่วยสร้างเสริมการเรียนรู้ของครู ทําให้ครูเข้าใจพัฒนาการและการเรียนรู้ที่มีความหมายและเป็นรูปธรรม ของเด็กปฐมวัย รวมทั้งเห็นกระบวนการเรียนรู้ของตนเองในการจัดการชั้นเรียน การจัดประสบการณ์ การประเมินจาก สภาพจริง ตลอดจนพฤติกรรมปฏิสัมพันธ์กับเด็ก

                     3. ช่วยให้ได้ข้อมูลที่นําไปใช้ในการพิจารณาสร้างเสริมพฤติกรรม และการเรียนรู้สําหรับเด็กปฐมวัย ทั้ง การศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ทําให้เด็กปฐมวัยพัฒนาทั้งด้านร่างกาย อารมณ์-จิตใจ สังคม และ สติปัญญา

                     4. ช่วยเชื่อมโยงหลักการทฤษฎีสู่การปฏิบัติ ทําให้ผู้เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็กปฐมวัยตระหนักถึงสิ่งที่ตน ปฏิบัติ เข้าใจตนเอง และมีทิศทางในอนาคต โดยเฉพาะพ่อแม่ผู้ปกครอง และชุมชนมีความเชื่อ ศรัทธาต่อระบบการ เรียนการสอนแบบยึดผู้เรียนเป็นสําคัญ

                     5. ช่วยทําให้ผู้เกี่ยวข้องกับเด็กปฐมวัยกําหนดเป้าหมายบทบาทในการพัฒนา และการประเมินตนเองตาม - บริบทที่เป็นจริง ทําให้เกิดแรงจูงใจภายใน มีความตื่นตัว และกระตือรือร้นในการแสวงหาความรู้ เพื่อพัฒนาเด็ก ปฐมวัยและวิชาชีพของตนเองอย่างสม่ำเสมอ

                     6. ช่วยสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ที่เข้มแข็งให้กับครอบครัว สถานศึกษา และชุมชน ได้เห็นวิถีทางที่ เด็กปฐมวัยเรียนรู้ เจริญเติบโต และเกิดพัฒนาการในด้านต่างๆ สารนิทัศน์ช่วยให้สถาบัน ดังกล่าวตระหนักใน ประสบการณ์ที่เด็กได้รับ ทําให้ต้องทบทวนบทบาทของตนในการพัฒนาเด็ก เช่นบทบาทการเป็นพ่อแม่ ครู ฯลฯ และ มุมมองเกี่ยวกับประสบการณ์ความเป็นอยู่ในชีวิตของเด็ก นอกจากนี้ การแสดงความคิดเห็นในงานของเด็กยังช่วย ทําให้สารนิทัศน์มีคุณค่ายิ่งขึ้น

                     7. ช่วยพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาได้อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง สนองความต้องการในการประกัน คุณภาพ และการปฏิรูปการพัฒนาวิชาชีพของครู เป็นหลักฐานการประกันคุณภาพของการจัดการศึกษาระดับปฐมวัย ภายในสถานพัฒนาเด็ก หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเด็กปฐมวัยได้เป็นอย่างดี

          สรุปได้ว่า สารนิทัศน์สําหรับเด็กปฐมวัยมีความสําคัญหลายประการ อาทิ ช่วยให้เห็นพัฒนาการและการเรียนรู้ ของเด็กปฐมวัยอย่างชัดเจนทุกด้าน ทําให้ครูเข้าใจพัฒนาการและการเรียนรู้ที่มีความหมาย และเป็นรูปธรรมของเด็ก ปฐมวัย ช่วยให้ข้อมูลที่นําไปใช้ในการพิจารณาสร้างเสริมพฤติกรรมและการเรียนรู้สําหรับเด็กปฐมวัย

www.stou.ac.thstou.ac.th

 

วัตถุประสงค์ในการสารนิทัศน์สำหรับเด็กปฐมวัย

          การจัดทำสารนิทัศน์ที่หลากหลาย จะช่วยครูในแง่ของการตรวจสอบคุณภาพของการศึกษาที่ดี เนื่องจากการศึกษาในปัจจุบันเน้นการประเมินเพื่อตรวจสอบความเข้มแข็งของการศึกษา ซึ่งส่งผลให้โรงเรียนและหน่วยงานที่จัดโปรแกรมการศึกษาปฐมวัย ต้องปรับปรุงประสิทธิภาพของการจัดการศึกษาอย่างสม่ำเสมอ ทำให้บางหน่วยงานนำแบบทดสอบมาตรฐานซึ่งไม่เหมาะสมมาประเมินเด็กปฐมวัย ครูที่จัดทำสารนิทัศน์อย่างสม่ำเสมอ จะจัดประสบการณ์ให้กับเด็กได้สอดคล้องปัญหาและพัฒนาการเด็ก ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาสมองอย่างชัดเจน สารนิทัศน์สามารถช่วยครูให้จัดประสบการณ์ให้กับเด็กได้ตรงประเด็น เนื่องจากงานวิจัยเกี่ยวกับสมองพบว่า เด็กจะเกิดการเรียนรู้ได้ดี หากเข้าไปมีส่วนร่วมและลงมือปฏิบัติ กระบวนการเรียนรู้ที่สัมพันธ์กับความรู้สึกและอารมณ์มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเรียนรู้ของเด็ก ครูจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นเมื่อจัดทำสารนิทัศน์ เพราะจะมีการวางแผนทั้งด้านการจัดชั้นเรียน การตัดสินใจว่าจะทำอะไรก่อนหลัง รวมถึงการใช้คำถามเพื่อกระตุ้นเด็ก เนื่องจากครูมีข้อมูลและสารสนเทศที่สามารถนำมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การจัดทำสารนิทัศน์ช่วยให้ครูรู้ว่าเด็กรู้อะไรมาบ้างแล้ว จะช่วยให้ครูก้าวถึงขั้นต่อไปของเด็กได้ง่ายขึ้น สนองตอบความต้องการของเด็กได้อย่างสอดคล้องและสิ่งที่ต้องการพัฒนาอย่างแท้จริง สารนิทัศน์ช่วยให้ครูบรรลุความต้องการเฉพาะของเด็กได้ดีกว่า เนื่องจากปัจจุบันเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ในระบบการศึกษาปกติมีมากขึ้น ทั้งเด็กที่มีความสามารถพิเศษ เด็กพิการทางกาย เด็กที่มีปัญหาทางการ เรียนรู้ ข้อมูลที่ครูได้จากสารนิทัศน์จะช่วยให้ครูเข้าใจและวางแผนให้ เด็กได้ เหมาะสมยิ่งขึ้น เด็กรับรู้ความสำคัญของการเรียนรู้ เมื่อครูเก็บบันทึกสารนิทัศน์การเรียนรู้ของตัวเด็กเองรวมถึงการรวบรวมผลงานการจัดทำสารนิทัศน์ของเด็กที่ร่วมชั้นเรียน การแสดงผลงานที่ส่งเสริมให้เด็กได้แสดงสิ่งที่ตนเรียนรู้จากประสบการณ์การค้นพบด้วยตนเองหรือกับกลุ่ม ส่งผลให้เด็กเอาใจใส่รับผิดชอบการทำงาน รู้จักประเมิน ตนเอง แสดง ออกถึงความพึงพอใจในกระบวนการเรียนรู้และผลที่ได้รับ เด็กเริ่มเรียนรู้ว่าจะทำอะไร และจะนำเหตุการณ์หรือสิ่งที่ตนเรียนรู้ เรื่องใดมานำเสนอและร่วมจัดทำสารนิทัศน์กับเพื่อนและครูในชั้นเรียน การจัดสารนิทัศน์ทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองมีความรู้ความเข้าใจในพัฒนาการของเด็ก ตระหนักในประสบการณ์ การเรียนรู้ของเด็กขณะอยู่ที่โรงเรียน และสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมกับกิจกรรมของโรงเรียนได้หลายทาง เช่น รับฟังความคิดเห็นของเด็ก ช่วยเด็กทำวัสดุอุปกรณ์ที่เด็กต้องการ ให้ข้อเสนอแนะช่วยเขียนในสิ่งที่เด็กคิด อ่านหนังสือให้เด็กฟัง เป็นต้น ทำให้มีโอกาสทบทวนบทบาทการเป็นพ่อแม่ ดังนั้นข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะของพ่อแม่ผู้ปกครองเกี่ยวกับผลงานของเด็กจึงถือว่าเป็นสิ่งที่มีค่าที่ครูไม่ควรมองข้าม

https://gift191240.blogspot.com/p/blog-page_7.html

 

ประเภทของสารนิทัศน์สำหรับเด็กปฐมวัย

          การจัดทำสารนิทัศน์ (Documentation) เป็นการจัดทำข้อมูลที่เป็นหลักฐานหรือแสดงให้เห็นร่องรอยของการเจริญเติบโต พัฒนาการและการเรียนรูข้องเด็กปฐมวัยจากการทำกิจกรรมทั้ง รายบุคคลและรายกลุ่ม ซึ่งหลักฐานและข้อมูลที่บันทึกเป็นระยะๆ จะเป็นข้อมูลอธิบายภาพเด็ก สามารถบ่งบอกถึงพัฒนาการทั้งด้านร่างกาย อารมณ์สังคม และสติปัญญา สารนิทัศน์เป็นการประมวลผลที่แสดงให้เห็นถึงกระบวนการจัดการเรียนการสอนของครูและร่องรอยผลงานของเด็ก จากการทำกิจกรรมที่สะท้อนถึงพัฒนาการในด้านต่างๆ การจัดทำสารนิทัศน์จึงเป็นส่วนหนึ่ง ของกระบวนการวัดและประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย ซึ่งมี 5 ประเภท ได้แก่

         สารนิทัศน์ประเภทที่ 1 การบรรยายเรื่องราวหรือประสบการณ์ เช่น การสอนแบบโครงการ (Project Approach) สามารถให้สารนิทัศน์เกี่ยวกับพัฒนาการเด็กทุกด้าน ทั้งประสบการณ์การเรียนรู ้ของเด็กและการสะท้อนตนเองของครู รูปแบบการบรรยายเรื่องราวจึงมีหลายรูปแบบ อาจได ้จากการบันทึกการสนทนาระหว่างเด็กกับครูเด็กกับเด็ก การบันทึกของครูการบรรยายของพ่อแม่ผู้ปกครองในรูปแบบหนังสือหรือจดหมาย แม้กระทั่งการจัดแสดงบรรยายสรุปให้เห็นภาพการเรียนรู้ทั้งหมด

สารนิทัศน์ประเภทที่ 2 การสังเกตพัฒนาการเด็ก เช่น ใช้แบบสังเกตพัฒนาการ การบันทึกสั้น เป็นต้น การสะท้อนตนเองของเด็ก เป็นคำพูดหรือข้อความที่สะท้อนความรู้ ความเข้าใจ ความรู้สึกจากการสนทนา การอภิปรายแสดงความคิดเห็นของเด็กขณะทำกิจกรรม ซึ่งอาจบันทึกด้วยแถบบันทึกเสียงหรือแถบ บันทึกภาพ


   - สารนิทัศน์นอกระบบโรงเรียน

                               สารนิทัศน์ที่หาชมได้ภายนอกโรงเรียน อาจจะเป็นสารนิทัศน์ที่จะไว้แบบถาวรหรือจัดไว้แบบชั่วคราว เช่น พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ  พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้ง  พิพิธภัณฑ์ชาวนา  พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ฯลฯ

 

พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ จังหวัดหนองคาย

(ที่มา http://i-san.tourismthailand.org/557/)

 

พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้ง

(ที่มา : https://www.voicetv.co.th/read/1855)

 

สารนิทัศน์จากผลงานเด็กปฐมวัย ดังภาพต่อไปนี้


http://www.as.ac.th/Activities/Activities2562/05

 

http://www.as.ac.th/Activities/Activities2562/05

 

http://www.as.ac.th/Activities/Activities2562/05

 

https://www.google.co.th/search?q

 

http://www.abpk.ac.th/ece/photo/item/333-openhouse20#gallery2584732e8e-1

 

http://www.abpk.ac.th/ece/photo/item/333-openhouse20#gallery2584732e8e-1

บทสรุป

ความเป็นมาของสารนิทัศน์ระบุว่าเป็นข้อมูลหลักฐานที่อาจเป็นลายมือที่เขียน ภาพเขียน ผลงาน คำพูด การกระทำ ฯลฯ สารนิทัศน์สำหรับเด็กปฐมวัยเกิดจากแนวคิดของกลุ่มพิพัฒนิยม อาทิ ดิวอี้ พีอาเจท์  ไวก็อตสกี มาลากุชชี ที่เน้นให้เด็กสร้างองค์ความรู้ด้วยการลงมือกระทำ ในประเทศไทย สารนิทัศน์สำหรับเด็กปฐมวัยปรากฏในหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546  ที่ระบุแนวทางการจัดประสบการณ์ให้ครูปฐมวัยจัดทำสารนิทัศน์ ด้วยการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กเป็นรายบุคคล นำมาไตร่ตรองและใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาเด็กและการวิจัยในชั้นเรียน

สารนิทัศน์สำหรับเด็กปฐมวัยหมายถึงข้อมูลที่เป็นหลักฐานอาจเป็นคำพูดการกระทำผลงานของเด็กหรือการสะท้อนตนเองของเด็กและผู้เกี่ยวข้องสะท้อนความคิดเกี่ยวกับเด็กรวมถึงการจัดทำหลักฐานแสดงให้เห็นการเจริญเติบโตพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย

วัตถุประสงค์ในการสารนิทัศน์สำหรับเด็กปฐมวัย จะช่วยครูในแง่ของการตรวจสอบคุณภาพของการศึกษาที่ดี ครูที่จัดทำสารนิทัศน์อย่างสม่ำเสมอ จะจัดประสบการณ์ให้กับเด็กได้สอดคล้องปัญหาและพัฒนาการเด็ก ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาสมองอย่างชัดเจน สารนิทัศน์สามารถช่วยครูให้จัดประสบการณ์ให้กับเด็กได้ตรงประเด็น การจัดสารนิทัศน์ทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองมีความรู้ความเข้าใจในพัฒนาการของเด็ก ตระหนักในประสบการณ์ การเรียนรู้ของเด็กขณะอยู่ที่โรงเรียน

ประเภทของสารนิทัศน์สำหรับเด็กปฐมวัยมี 5 ประเภท ได้แก่ สารนิทัศน์ประเภทที่ 1 การบรรยายเรื่องราวหรือประสบการณ์ เช่น การสอนแบบโครงการ เรื่องราวจากการบันทึกการสนทนาระหว่างเด็กกับครูเด็กกับเด็ก ผู้ปกครองกับเด็ก สารนิทัศน์ประเภทที่ 2 การสังเกตพัฒนาการเด็ก เช่น ใช้แบบสังเกตพัฒนาการสารนิทัศน์ประเภทที่ 3 แฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) สารนิทัศน์ประเภทที่ 4 ผลงานรายบุคคลและรายกลุ่มสารนิทัศน์ประเภทที่ 5 การสะท้อนตนเอง อื่น เช่น ครูนำคำพูดของเด็กมาอภิปรายและให้เด็กร่วมกันไตร่ตรองคำพูดของตนเองกับเด็กคนอื่น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ที่ต้องการ แต่จะนำเสนอในรูปแบบใดก็ตามควรพิจารณาให้เชื่อมโยงหรือสอดคล้องกับหน้าต่างการเรียนรู้ที่ต้องการนำเสนอ

ประเภทสารนิทัศน์สำหรับเด็กปฐมวัยเพื่อการศึกษา สารนิทัศน์ในห้องเรียน สารนิทัศน์นอกห้องเรียน สารนิทัศน์ในระบบโรงเรียน สารนิทัศน์นอกระบบโรงเรียน

เอกสารอ้างอิง

 ปิ่นทอง  นันทะลาด.[2560].การแสดงผลงานศิลปะของเด็กปฐมวัย.

          ที่มา : http://portal5.udru.ac.th/ebook/pdf/upload/18t1z4SzWnaw4W18S11L.pdf

 อรพรรณ  บุตรกตัญญู.[2558].การจัดสารนิทัศน์ (DOCUMENTATION).

          ที่มา : https://slideplayer.in.th/slide/2861942/

พัชรี  พลโยธิน.สารนิทัศน์สำหรับเด็กปฐมวัย

          ที่มา : https://www.stou.ac.th/Offices/rdec/Lampang/main/ebook/21005/21005-13.pdf

พัชรี ผลโยธิน.[2543].ประเภทของสารนิทัศน์สำหรับเด็กปฐมวัย.

          ที่มา : https://www.stou.ac.th/Offices/rdec/Lampang/main/ebook/21005/21005-13.pdf

วิจัยในชั้นเรียนเอกสารหมายเลข 1.สารนิทัศน์ประเภทที่ 1 การบรรยายเรื่องราวหรือประสบการณ์.

          ที่มา : https://child.dusit.ac.th/wpcontent/uploads/2015/11/%E0%B9%80%E0%B8%

          AD%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0       %B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%821_%E0%B8%AA%E0%B8     %B2%E0%B8%A3%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%A8%          E0%B8%99%E0%B9%8C.pdf

จันจิรา พัลเรืองศิลป์.[2562].สารนิทัศน์การสังเกตพัฒนาการเด็ก.

          ที่มา : https://gift191240.blogspot.com/p/blog-page_7.html

นภสร  พรหมณี.[2560].สารนิทัศน์แฟ้มสะสมผลงาน.

          ที่มา : https://sites.google.com/site/napa456780/khxmul-thawpi

อรพรรณ บุตรกตัญญู.สารนิทัศน์ผลงานรายบุคคลและรายกลุ่ม.

          ที่มา : https://slideplayer.in.th/slide/2861942/

พัชรี ผลโยธิน.[2543].สารนิทัศน์ประเภทที่ 5 การสะท้อนตนเอง.

          ที่มา : https://www.stou.ac.th/Offices/rdec/Lampang/main/ebook/21005/21005-13.pdf

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  

 

 

 


ความคิดเห็น